Jaymart

ธุรกิจโมบายรีเทลถือเป็นหนึ่งในธุรกิจที่มีการแข่งขันอย่างดุเดือดผ่านแคมเปญโปรโมชั่น ส่วนลด การผ่อนสินค้า และอื่นๆ เพื่อแย่งชิงเม็ดเงินในกระเป๋าผู้บริโภคให้เข้ามาเลือกซื้อสินค้าอย่างต่อเนื่อง

 

ภายใต้การแข่งขันนี้ประกอบด้วยแบรนด์รีเทลและเครือข่ายที่หลากหลาย ที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ ผ่านร้านค้าของตัวเอง, พาร์ทเนอร์ และการเปิดแบรนด์ช้อปให้กับแบรนด์ต่างๆ

 

โดยในธุรกิจโมบายรีเทลที่กล่าวมา เจมาร์ท กลุ่มธุรกิจในเครือบริษัท เจมาร์ท กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) ถือเป็นหนึ่งในผู้เล่นที่มีความเคลื่อนไหวเชิงกลยุทธ์อย่างต่อเนื่อง ผ่านกลยุทธ์การตลาด การขยายสาขา และอื่นๆ จนในปีที่ผ่านมา สามารถสร้างรายได้รวมได้ทั้งสิ้น 10,136 ล้านบาท

 

ส่วนในปี 2569 เจมาร์ท ได้วางเป้าหมายรายได้ 15,000 ล้านบาท เติบโต 50% จากปีที่ผ่านมา พร้อมกับขับเคลื่อนภาพลักษณ์ เจมาร์ท จากการเป็นผู้จำหน่ายไปสู่การเป็น Tech & Digital Lifestyle Ecosystem

 

ภายใต้เป้าหมายการเติบโตนี้ เจมาร์ท ได้วางยุทธศาสตร์สำคัญ 9 ประการ เพื่อขับเคลื่อน Jaymart Mobile ให้เติบโตในปี 2569 ประกอบด้วย

 

1.Affordable Campaign

กลยุทธ์ที่มุ่งทำให้สมาร์ทโฟนเข้าถึงได้ง่ายขึ้น ผ่านการออกแบบราคา โปรโมชั่น โปรแกรมสะสมแต้มผ่าน J Point ทางเลือกการชำระเงิน และบริการ Trade-In สมาร์ทโฟนเครื่องเก่า เพื่อช่วยให้ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อและนำสินค้าออกจากร้านได้จริงในตลาดที่มีการแข่งขันสูง

 

2.Financial Destination

นำจุดแข็งของกลุ่มเจมาร์ทด้านบริการทางการเงิน และการจับมือกับพาร์ทเนอร์สินเชื่อ ประกอบด้วย Samsung Finance, SG Finance+ และ Kashjoy มาสร้างความแตกต่างในตลาดโมบายรีเทล เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคในปัจจุบันที่นิยมซื้อสมาร์ทโฟนหลากแบรนด์ และนิยมชำระเงินรูปแบบการผ่อนสินค้าผ่านสินเชื่อทางเลือก ที่สามารถใช้บัตรประชาชนเพียงใบเดียวในการขออนุมัติสินเชื่อผ่านช่องทางร้านค้า และออนไลน์

 

โดยระบบออนไลน์เจมาร์ทได้เปิดแพลตฟอร์มที่ช่วยให้ลูกค้าสามารถยื่นขอสินเชื่อแบบออนไลน์ และได้รับการอนุมัติภายใน 3 นาที ก่อนมารับเครื่องที่หน้าร้านภายใน 1 ชั่วโมง

 

เนื่องจากที่ผ่านมากลุ่มลูกค้าเจมาร์ทมีสัดส่วนการชำระเงินรูปแบบสินเชื่อทางเลือกประมาณ 40% ผ่อนผ่านบัตรเครดิตอยู่ที่ประมาณ 35% ส่วนที่เหลือเป็นการชำระด้วยเงินสด

 

3.Channel Expansion

หนึ่งในกลยุทธ์สำคัญในการขยายฐานลูกค้า เพิ่มการเข้าถึงลูกค้าในพื้นที่ศักยภาพ ทั้งในศูนย์การค้าที่เป็นเมเจอร์ช้อปปิ้งมอลล์, ไฮเปอร์มาร์เก็ต, ร้านแบรนด์ช้อป เช่น ออปโป้, ซัมซุง, วีโว และร้านค้าพาร์ทเนอร์ โดยในปีที่ผ่านมาเจมาร์ทมีสาขารวมทั้งสิ้น 300 สาขา และในปีนี้มีแผนขยายสาขา 100 สาขา แบ่งเป็น

 

เมเจอร์ช้อปปิ้งมอลล์ 10 สาขา

ไฮเปอร์มาร์เก็ต 80 สาขา

แบรนด์ช้อป 10 สาขา

4.Standalone Store Strategy

การขยายสาขาในรูปแบบใหม่ ด้วยการเปิดร้าน Jaymart Mobile แบบ Standalone ขนาดเล็ก ในพื้นที่ของ 7-Eleven ซึ่งโมเดลนี้ในปีที่ผ่านมาเจมาร์ทได้นำร่องเปิดแล้ว 2 แห่ง ได้แก่ อุตรดิตถ์ และแม่สอด ส่วนปี 2569 มีแผนเปิดเพิ่ม 40 สาขา ด้วยงบลงทุนประมาณ 3–5 แสนบาทต่อสาขา

 

เหตุผลในการเปิดร้านเจมาร์ทในรูปแบบ Standalone มาจากความต้องการขยายฐานลูกค้าไปยังระดับอำเภอและตำบลที่ไฮเปอร์มาร์เก็ต หรือศูนย์การค้าเข้าไม่ถึง หรือมีข้อจำกัดด้านพื้นที่ไม่สามารถเปิดช้อปได้ พร้อมกับการสร้างการเข้าถึงเครือข่ายพาร์ทเนอร์ร้านค้าในพื้นที่นั้นๆ จากความเชื่อมั่นที่มากขึ้นหลังเปิดช้อปให้บริการ

 

โดยรูปแบบ Standalone นี้เป็นการนำตู้คอนเทนเนอร์มาดัดแปลงเป็นร้านเจมาร์ท ที่สามารถเคลื่อนย้ายได้อย่างรวดเร็วในอนาคต

 

นอกจากนี้ยังมีแผนปรับเวลาของสาขา Standalone ในพื้นที่ 7-Eleven จากเดิมเปิดให้บริการ 8.00 – 18.00 น. ให้เปิดสายขึ้นและปิดช้าลงเพื่อรองรับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เข้ามาใช้บริการ 7-Eleven ตลอด 24 ชั่วโมง

 

5.Partner Ecosystem Strategy

การขยายเครือข่ายพันธมิตรทางธุรกิจเพื่อเพิ่มช่องทางการขายสินค้า ปัจจุบัน Jaymart Mobile มีพาร์ทเนอร์มากกว่า 4,000 ราย และมีแผนอัปเกรดพันธมิตรที่มีศักยภาพให้เป็น Jaymart Partner เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการขาย และสร้างเครือข่ายการกระจายสินค้าที่แข็งแรงยิ่งขึ้น

 

6.Smart Gadget Destination

ยังคงให้ความสำคัญกับการจัดกลุ่มสินค้า พร้อมนำเสนอผ่านร้านค้าเฉพาะทาง เช่น Jaymart Mobile, Jaymart IoT และ Jaymart AIoT รวมถึงรูปแบบร้านอื่น ๆ ที่อาจเกิดขึ้นเพิ่มเติมในอนาคต เพื่อรองรับการเติบโตของอุปกรณ์เทคโนโลยีที่เชื่อมต่อกันมากขึ้นในชีวิตประจำวัน

 

นอกจากนี้ยังปรับโฉมร้านให้มีดีไซน์ Nice & Clean มากขึ้น ปรับหน้าร้านให้เป็นกรอบไฟสีแดงเพิ่มความสะดุดตาเมื่อพบเห็น

 

7.Data & CRM Strategy

การใช้ข้อมูลลูกค้าเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำตลาด ปัจจุบัน Jaymart Mobile มีฐานลูกค้ามากกว่า 3.3 ล้านราย และมีลูกค้าในระบบ CRM ประมาณ 204,000 ราย บริษัทจึงนำเทคโนโลยี AI และการวิเคราะห์ข้อมูลมาช่วยทำความเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภค เพื่อนำเสนอสินค้า โปรโมชั่น และข้อเสนอที่เหมาะสมกับลูกค้าแต่ละกลุ่ม

 

8.Customer Portfolio Strategy

ปรับพอร์ตกลุ่มเป้าหมายใหม่โดยเพิ่มน้ำหนักไปยัง Gen Z มากขึ้น จากเดิม Gen Millennials มีสัดส่วน 51% Gen X สัดส่วน 26% Gen Z สัดส่วน 11% เป็น Gen Millennials สัดส่วน 45%, Gen X สัดส่วน 25% และ Gen Z สัดส่วน 25%

 

โดยการปรับสัดส่วนในครั้งนี้เป็นการทำให้แบรนด์มีความเป็นคนรุ่นใหม่มากขึ้น และยังคงรักษากลุ่ม Gen X ซึ่งมักนิยมซื้อสินค้าผ่านแบรนด์ช้อป และ Gen Millennials เป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อหลัก

 

9.Mobile Protection Revenue Model

บริการประกันและการคุ้มครองสมาร์ทโฟนที่ช่วยเพิ่มมูลค่าการขายสินค้า การสร้างความแตกต่างจากคู่แข่ง พร้อมสร้างรายได้เสริมให้กับธุรกิจโมบายรีเทล

 

อย่างไรก็ดีนอกจากนี้ในกลุ่ม Jaymart Mobile ยังมีการปรับ Brand Identity ใหม่ ซึ่งการปรับเปลี่ยนนี้เป็นการปรับทั้งเครือเจมาร์ท กรุ๊ป เพื่อสื่อถึงทิศทางการเติบโตในอนาคตของ Jaymart Group และ Jaymart Mobile ที่ต้องการก้าวสู่การเป็น Tech & Digital Lifestyle Ecosystem ที่เชื่อมต่อสินค้า เทคโนโลยี และบริการทางการเงินเข้าด้วยกัน และถือเป็นจุดเริ่มต้นของ Next Chapter ของ Jaymart Mobile ที่มุ่งยกระดับธุรกิจจากผู้จัดจำหน่ายสมาร์ทโฟน สู่การเป็น Tech Lifestyle Retail Platform เพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับผู้บริโภคในยุคดิจิทัลอีกด้วย

About The Author

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *