ปฏิทินจีนสีแดงที่มีตัวเลขและตัวหนังสือจำนวนมากอยู่เต็มหน้ากระดาษ อาจเป็นภาพที่หลายคนคุ้นเคยจากการเห็นแขวนอยู่ตามผนังบ้าน โดยเฉพาะบ้านของคนไทยเชื้อสายจีนที่ใช้ปฏิทินเหล่านี้สำหรับดูวัน เดือน ปี วันมงคล ฤกษ์ยาม และวันสำคัญตามประเพณีจีน
หนึ่งในแบรนด์ปฏิทินจีนที่อยู่คู่กับคนไทยมาอย่างยาวนานคือ น่ำเอี๊ยง แบรนด์ที่มีประวัติยาวนานกว่า 80 ปี และเป็นที่รู้จักจากปฏิทินจีนแบบฉีกรายวันและรายเดือน ที่ส่วนใหญ่เราเห็นตามบ้านที่มีอากงอาม่า นิยมใช้กัน
ซึ่งความนิยมของปฏิทินน่ำเอี๊ยงของคนรุ่นเก่าถือเป็น Pain Point ที่สำคัญของน่ำเอี๊ยง ที่มีมากับความคลาสสิกของปฏิทิน ส่วนคนรุ่นใหม่อาจจะมองว่าเป็นปฏิทินที่เชยเมื่อนำมาใช้ที่บ้านเพราะไม่สามารถเข้ากับการจัดห้อง หรือบ้านในฐานะปฏิทินที่เป็นหนึ่งในเครื่องประดับบ้านได้
จาก Pain Point ดังกล่าวได้กลายเป็นหนึ่งของแนวทางการปรับตัวที่ทายาทรุ่น 3 ของน่ำเอี๊ยงได้พัฒนาปฏิทินที่ดูที่ดูคลาสิกในอดีตกลับมาเล่าเรื่องใหม่ผ่านนำดีไซน์ที่เป็นมินิมอลเข้ากับคนรุ่ยใหม่มากขึ้น
เช่นล่าสุดได้จับมือกับ SUNTUR หรือ ซันเต๋อ – ยศนันท์ วุฒิกรสมบัติกุล ศิลปินไทยที่มีเอกลักษณ์ด้านงานภาพวาดเรียบง่ายและการใช้พื้นที่ว่างในองค์ประกอบภาพ ที่เติบโตมากับปฏิทินน่ำเอี๊ยง ดีไซน์ปฏิทินร่วมกันในคอลเลคชัน SUNTUR x Num Eiang Calendar 2027
โดย SUNTUR x Num Eiang Calendar 2027 เป็นปฏิทินที่นำภาพวาดและดีไซน์มินิมอลของ SUNTUR มาผสมผสานกับข้อมูลโหราศาสตร์จีนของน่ำเอี๊ยง ทั้งวันธงชัย วันกาลกิณี วันพระไทย–จีน เลขมงคล รวมถึงข้อมูลประกอบการเลือกทำกิจกรรมต่าง ๆ ในแต่ละวัน เริ่มจำหน่ายเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2569 ในราคา 468 บาท

ซึ่งการร่วมมือในครั้งนี้ Talk About Market มองว่ามีความน่าสนใจในเชิงการตลาด 4 ประการ ได้แก่
1.เปลี่ยนภาพจำจากปฏิทินรุ่นอากงอาม่า ให้เข้าถึงคนรุ่นใหม่
หนึ่งในความท้าทายของน่ำเอี๊ยงคือการขยายฐานลูกค้าปฏิทินกระดาษจากกลุ่มผู้บริโภคดั้งเดิมที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไปเป็นหลัก ไปยังคนรุ่นใหม่ เนื่องจากปฏิทินจีนที่มีข้อมูลโหราศาสตร์จำนวนมากและใช้ภาษาจีนเป็นส่วนหนึ่งในการสื่อสาร รวมถึงดีไซน์ที่คงความคลาสิกในอดีต
ความร่วมมือกับ SUNTUR จึงกลายเป็นหนึ่งในกลวิธีที่ทำให้น่ำเอี๊ยงสามารถลบภาพจำของปฏิทินโหราศาสตร์จีนแบบเดิมๆ ที่ดูเชยในสายตาคนรุ่นใหม่ ให้มีความน่าสนใจผ่านดีไซน์ที่เข้าถึงคนกลุ่มนี้ได้ง่ายขึ้น และยังคงข้อมูลโหราศาสตร์จีนที่เป็นจุดแข็งของน่ำเอี๊ยงเอาไว้ เพื่อให้คนรุ่นใหม่ที่ไม่เคยมีความคิดที่จะซื้อปฏิทินน่ำเอี๊ยงมาก่อนเข้ามาเป็นลูกค้าพร้อมกับเรียนรู้โหราศาสตร์จีนจากปฏิทินได้มากยิ่งขึ้น
2.สร้างเหตุผลใหม่ในการซื้อปฏิทินกระดาษ
คนรุ่นใหม่เป็นกลุ่มที่มีแนวโน้มใช้ปฏิทินกระดาษน้อยลง เนื่องจากสามารถดูวันเดือนปี จดบันทึกนัดหมาย และวางแผนกิจกรรมต่าง ๆ ผ่านปฏิทินบนมือถือและแอปพลิเคชันได้อย่างสะดวก โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาปฏิทินกระดาษเหมือนในอดีต
การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมดังกล่าวกลายเป็นความท้าทายของน่ำเอี๊ยง เพราะแม้แบรนด์จะขยายธุรกิจไปสู่แอปพลิเคชันแล้ว แต่สามารถดึงผู้ใช้งานเข้ามาใช้แอปพลิเคชั่น Num Eiang Astrolendar ได้เพียง 500,000 รายเท่านั้น โดยส่วนใหญ่เป็น วัยรุ่นและวัยทำงานอายุประมาณ 20–35 ปี
ประกอบกับที่ผ่านมารายได้ของน่ำเอี๊ยงประมาณ 80% ยังคงมาจากธุรกิจปฏิทินกระดาษ ส่วนรายได้จากแอปพลิเคชันคิดเป็นสัดส่วนเพียง 10% และ 10% มาจากบริการปรึกษาฤกษ์ยามและดวงชะตา
ทำให้การรักษาตลาดปฏิทินกระดาษควบคู่ไปกับการขยายฐานลูกค้ากลุ่มใหม่ ยังคงเป็นเรื่องสำคัญสำหรับธุรกิจน่ำเอี๊ยง และการร่วมมือกับ SUNTUR จึงเป็นหนึ่งในแนวทางสร้างเหตุผลใหม่ให้ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อปฏิทินกระดาษ ด้วยการเพิ่มคุณค่าด้านความสวยงามและงานศิลปะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของสินค้า จากเดิมที่ผู้บริโภคซื้อปฏิทินเพื่อดูวันเดือนปีและฤกษ์ยามเป็นหลัก ไปสู่การซื้อเพราะต้องการนำไปตกแต่งโต๊ะทำงานหรือพื้นที่ภายในบ้าน รวมถึงซื้อเพื่อมอบเป็นของขวัญให้กับผู้อื่น
3.ขยายฐานลูกค้าผ่านผู้ติดตามและความนิยมของ SUNTUR
อีกหนึ่งโอกาสของการร่วมมือกับ SUNTUR คือการนำฐานผู้ติดตามและผู้ที่ชื่นชอบผลงานของศิลปิน มาเป็นส่วนหนึ่งในการขยายการเข้าถึงแบรนด์น่ำเอี๊ยงไปยังผู้บริโภคกลุ่มใหม่
เพราะ SUNTUR ไม่ได้เป็นเพียงศิลปินที่มีเอกลักษณ์ด้านภาพวาดมินิมอลเท่านั้น แต่ยังมีการต่อยอดผลงานศิลปะไปสู่สินค้าไลฟ์สไตล์หลากหลายประเภท เช่น เสื้อผ้า กระเป๋า โปสการ์ด ของตกแต่งบ้าน และสินค้าอื่น ๆ ผ่าน SUNTUR STORE รวมถึงเคยร่วมมือกับแบรนด์ต่าง ๆ เพื่อนำผลงานภาพวาดมาพัฒนาเป็นสินค้าอีกด้วย
4.เพิ่มโอกาสต่อยอดจากธุรกิจปฏิทินสู่สินค้าไลฟ์สไตล์
การร่วมมือกับ SUNTUR ไม่ใช่ความพยายามเพียงครั้งเดียวในการปรับภาพลักษณ์ของน่ำเอี๊ยง เพราะที่ผ่านมาแบรนด์ได้พัฒนาสินค้าและบริการใหม่ ๆ ภายใต้การบริหารของทายาทรุ่นที่ 3 มาอย่างต่อเนื่อง
ซึ่งที่ผ่านมาน่ำเอี๊ยงยังมีการร่วมมือกับแบรนด์แฟชั่นอย่าง MOO Bangkok ในการนำองค์ความรู้โหราศาสตร์จีนมาต่อยอดเป็นสินค้าไลฟ์สไตล์ เช่น เสื้อกระเป๋า และเครื่องประดับที่เชื่อมโยงกับความเชื่อเรื่องความเป็นมงคล
การร่วมมือกับ SUNTUR จึงสามารถมองได้ว่าเป็นอีกหนึ่งแนวทางในการขยายโอกาสทางธุรกิจ ด้วยการนำองค์ความรู้เดิมของแบรนด์มาสร้างสินค้าให้มีความหลากหลายและสอดคล้องกับความสนใจของผู้บริโภคมากขึ้น
อย่างไรก็ดีหากย้อนกลับไปดูประวัติของน่ำเอี๊ยง ได้เริ่มต้นขึ้นในปี 2482 จากซินแสเฮียง แซ่โง้ว ที่เดินทางจากประเทศจีนมายังประเทศไทยเพื่อตามหาบิดา ก่อนนำองค์ความรู้ด้านโหราศาสตร์จีนที่ศึกษามาตั้งแต่วัยเยาว์มาต่อยอดเป็นธุรกิจสำนักโหราศาสตร์
ต่อมาในปี 2518 น่ำเอี๊ยงเริ่มผลิตปฏิทินฉบับแรก เพื่อแจกจ่ายให้กับชาวไทยเชื้อสายจีนสำหรับใช้ดูฤกษ์งามยามดีในการประกอบกิจกรรมต่าง ๆ โดยในช่วงแรกปฏิทินน่ำเอี๊ยงเป็นปฏิทินรายปีที่รวบรวมข้อมูลวันจีนอยู่บนกระดาษเพียงแผ่นเดียว ก่อนพัฒนารูปแบบและเพิ่มรายละเอียดตามหลักโหราศาสตร์จีนและปฏิทินไทย จนกลายมาเป็นปฏิทินฉีกที่หลายคนคุ้นเคยเพื่อเจาะกลุ่มลูกค้าทั้งลูกค้าโรงพิมพ์ที่ซื้อลิขสิทธินำไปพิมพ์ปฏิทินโฆษณาแจกลูกค้า, บริษัทขนาดใหญ่ที่จ้างพิมพ์ปฏิทินโฆษณา และการจำหน่ายปฏิทินในรูปแบบค้าปลีก ด้วยยอดพิมพ์กว่า 1 ล้านเล่มต่อปี
โดยที่ผ่านมา น่ำเอี๊ยงมีผลประกอบการดังนี้
ปี 2567 รายได้รวม 4.92 ล้านบาท ขาดทุน 1.77 ล้านบาท
ปี 2568 รายได้รวม 11.69 ล้านบาท กำไร 0.76 ล้านบาท