SCB EIC ประเมินว่าอัตราดอกเบี้ยและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรโลกมีแนวโน้มอยู่ในระดับสูงนาน ส่งผลให้ภาวะการเงินไทยตึงตัวขึ้นบางส่วน ผ่านเงินทุนเคลื่อนย้ายและต้นทุนการเงินระยะยาว อย่างไรก็ดี อัตราดอกเบี้ยนโยบายไทยอาจไม่จำเป็นต้องปรับขึ้นตามแนวโน้มดอกเบี้ยธนาคารกลางหลัก เนื่องจากเสถียรภาพด้านต่างประเทศของไทยยังแข็งแกร่ง อัตราเงินเฟ้อของไทยยังต่ำกว่าหลายประเทศ และการฟื้นตัวของเศรษฐกิจยังไม่ทั่วถึง ขณะที่มาตรการทางการเงินแบบตรงจุดจะมีบทบาทมากขึ้นในการช่วยเหลือครัวเรือนและ SMEs ที่เผชิญข้อจำกัดสินเชื่อ
ดอกเบี้ยโลกมีแนวโน้มสูงนานจาก 3 ปัจจัยหลัก
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวของหลายประเทศปรับขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบหลายทศวรรษจาก 3 ปัจจัยสำคัญ คือ
1. ความต้องการระดมทุนสูง ทั้งจากการลงทุนด้าน AI ของภาคเอกชนที่ใช้เงินลงทุนจำนวนมากและการขาดดุลการคลังของประเทศเศรษฐกิจหลัก ทำให้การออกพันธบัตรรัฐบาลและหุ้นกู้ทั่วโลกอยู่ในระดับสูงเป็นประวัติการณ์
2.นักลงทุนต้องการผลตอบแทนชดเชยความเสี่ยงเพิ่มขึ้น ท่ามกลางความเสี่ยงเงินเฟ้อจากราคาน้ำมันและสถานการณ์ตะวันออกกลาง รวมถึงความกังวลต่อความยั่งยืนทางการคลัง
3.แนวโน้มนโยบายการเงินตึงตัว ธนาคารกลางหลักปรับเพิ่มประมาณการเงินเฟ้อและกลับมาขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้ง โดย SCB EIC คาดว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางหลักจะอยู่ในระดับสูงจนถึงปี 2570
ดอกเบี้ยโลกสูงส่งผ่านสู่ภาวะการเงินไทยผ่าน 3 ช่องทางสำคัญ
1.เงินทุนเคลื่อนย้าย : ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยไทย-สหรัฐฯ กว้างขึ้นสูงสุดในรอบ 3 ปี นักลงทุนต่างชาติเริ่มขายสินทรัพย์ไทยตั้งแต่กลางปี อย่างไรก็ดี หากนับตั้งแต่ต้นปี นักลงทุนต่างชาติยังคงซื้อสุทธิสินทรัพย์ไทย เงินบาทอ่อนค่านำหลายสกุลในภูมิภาค แต่ดัชนีค่าเงินบาทยังอยู่ในระดับแข็งค่าเมื่อเทียบกับอดีต
2.อัตราดอกเบี้ยระยะยาว : อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยอายุ 2 ปีขึ้นไปปรับสูงขึ้นนับตั้งแต่ความขัดแย้งในตะวันออกกลางรุนแรงขึ้น ขณะที่อัตราดอกเบี้ยระยะสั้นเปลี่ยนแปลงไม่มาก ความอ่อนไหวของผลตอบแทนพันธบัตรไทยอายุ 10 ปีต่อการเปลี่ยนแปลงของสหรัฐฯ ในรอบนี้ยังต่ำกว่าวัฏจักรดอกเบี้ยโลกขาขึ้นหลายช่วงในอดีต อย่างไรก็ดี ต้นทุนระดมทุนที่สูงขึ้นอาจกระทบผู้ออกหุ้นกู้ที่มีอันดับความน่าเชื่อถือต่ำ และเพิ่มภาระดอกเบี้ยของภาครัฐ
3.เสถียรภาพด้านต่างประเทศ : ไทยมีแนวโน้มได้รับผลกระทบจำกัด เนื่องจากเงินสำรองระหว่างประเทศอยู่ใกล้ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่สัดส่วนหนี้ต่างประเทศต่อ GDP ต่ำกว่าในอดีตมาก และหนี้ส่วนใหญ่เป็นหนี้ระยะยาว
ภาวะการเงินไทยได้รับผลกระทบจำกัด โดยยังตึงตัวบ้างในกลุ่มเปราะบาง จากปัจจัยเชิงโครงสร้างในประเทศ
ไทยได้รับผลกระทบจากดอกเบี้ยโลกที่สูงขึ้นจำกัด อัตราดอกเบี้ยเงินกู้โดยรวมทรงตัวอยู่ระดับต่ำ สินเชื่อภาคธุรกิจยังขยายตัวได้ เงินบาทอ่อนค่าลง กระทบผู้นำเข้าและการกู้ยืมเงินในสกุลต่างประเทศ แต่เป็นผลดีต่อผู้ส่งออก ขณะที่ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ย่อลงบ้าง แต่ยังอยู่ในเกณฑ์ดีเมื่อเทียบตลาดในภูมิภาค อย่างไรก็ดี ก่อนดอกเบี้ยโลกจะปรับสูงขึ้นในรอบนี้ ภาวะการเงินไทยตึงตัวอยู่แล้วสำหรับผู้กู้ที่มีความเสี่ยงด้านเครดิตสูง ภาคครัวเรือน ยังลดหนี้ (Deleveraging) ต่อเนื่อง โดยสินเชื่อรายย่อยของธนาคารพาณิชย์ยังหดตัว ภาคธุรกิจ สินเชื่อเติบโตกระจุกตัวในธุรกิจขนาดใหญ่ ขณะที่สินเชื่อ SMEs หดตัวต่อเนื่อง และสัดส่วนสินเชื่อ Stage 2 และ 3 ของ SMEs อยู่ที่เกือบ 1 ใน 4 ของยอดสินเชื่อ SMEs ทั้งหมด
ดอกเบี้ยนโยบายไทยมีแนวโน้มคงที่1% ตลอดปี 2570 มาตรการทางการเงินแบบตรงจุดจะมีบทบาทมากขึ้น
ในกรณีฐาน SCB EIC คาดว่า กนง. มีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1% ตลอดปี 2570 เพื่อช่วยประคองเศรษฐกิจไทยที่ยังฟื้นตัวไม่ทั่วถึง อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยยังต่ำกว่าหลายประเทศ ขณะที่ครัวเรือนและธุรกิจ SMEs ยังเผชิญภาระหนี้ ต้นทุนทางการเงิน และข้อจำกัดในการเข้าถึงสินเชื่อ มาตรการทางการเงินแบบตรงจุดเพื่อช่วยให้ SMEs และรายย่อยเข้าถึงสินเชื่อจึงมีแนวโน้มเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในระยะข้างหน้า