Go-Kart ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นรถแข่งขนาดเล็กที่หลายคนคุ้นเคยจากสนามแข่งตามแหล่งท่องเที่ยว หรือสถานที่ให้บริการขับรถเพื่อความสนุกสนาน โดยมีต้นกำเนิดเมื่อในปี 1956 หรือเมื่อ 70 ปีที่ผ่านมา
ในช่วงฤดูร้อนปี 1956 Art Ingels ช่างสร้างรถแข่งของบริษัท Kurtis Kraft ในรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ได้ร่วมกับ Lou Borelli ประดิษฐ์ Go-Kart คันแรกขึ้น โดยใช้โครงสร้างที่ทำจากท่อเหล็ก มีน้ำหนักเบา แต่แข็งแรงเพียงพอที่จะรองรับน้ำหนักผู้ใหญ่ พร้อมออกแบบให้ตัวรถอยู่ต่ำติดพื้นเพื่อช่วยในการทรงตัว และนำเครื่องยนต์ West Bend ขนาดประมาณ 2.5 แรงม้า ที่ใช้กับเครื่องตัดหญ้ามาติดตั้งเข้ากับโครงรถ จนกลายเป็นต้นแบบของ Go-Kart สมัยใหม่

จากรถแข่งที่สร้างขึ้นเพื่อทดลองขับ Go-Kart เริ่มได้รับความสนใจจากผู้ที่ชื่นชอบความเร็ว จนนำไปสู่การสร้างรถลักษณะเดียวกันเพื่อแข่งขัน ก่อนที่ International Kart Federation หรือ IKF จะก่อตั้งขึ้นในสหรัฐอเมริกาเมื่อปี 1957 เพื่อกำหนดกฎกติกาและมาตรฐานการแข่งขันโกคาร์ท
นับจากนั้น Go-Kart ค่อย ๆ พัฒนาจากกิจกรรมของกลุ่มคนรักความเร็วไปสู่กีฬามอเตอร์สปอร์ตที่มีการแข่งขันตั้งแต่ระดับสมัครเล่นจนถึงระดับนานาชาติ และกลายเป็นหนึ่งในจุดเริ่มต้นสำคัญของนักแข่ง Formula 1 หรือ F1ระดับโลกจำนวนมาก
แล้วทำไม Go-Kart จึงเป็นจุดเริ่มต้นของนักแข่ง F1
เหตุผลนี้มาจาก Go-Kart เป็นรถแข่งขนาดเล็กที่มีทักษะพื้นฐานของรถคล้ายกับ F1 ทั้งในเรื่องของการควบคุมพวงมาลัย การเบรก การรักษาความเร็วขณะเข้าโค้ง การเลือก Racing Line หรือแนวการขับที่ช่วยให้เข้าโค้งได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไปจนถึงการแซงคู่แข่งและการตัดสินใจภายใต้ความกดดัน
นอกจากนี้ Go-Kart ยังเป็นสนามฝึกให้นักแข่งเรียนรู้การควบคุมรถและการแข่งขันกับคู่แข่งตั้งแต่อายุยังน้อย โดยไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการขับรถแข่งขนาดใหญ่
ตัวอย่างเช่น Lewis Hamilton, Michael Schumacher, Ayrton Senna และ Max Verstappen ซึ่งล้วนเคยผ่านการแข่งขัน Go-Kart ก่อนก้าวไปสู่ Formula 1

โดย Max Verstappen เริ่มขับ Go-Kart ตั้งแต่อายุ 4 ปี และเมื่ออายุ 7 ปีก็เริ่มลงแข่งขันในรายการชิงแชมป์ Go-Krat ก่อนเข้าสู่การแข่งขันรถยนต์ล้อเปิด และเปิดตัวใน Formula 1 เมื่อปี 2015 ด้วยวัยเพียง 17 ปี และกลายเป็นแชมป์โลก F1 ถึง 4 สมัย ภายใต้สังกัดทีม Red Bull
Lewis Hamilton เริ่มต้นแข่งขัน Go-Kart ตั้งแต่วัยเด็ก และมีผลงานในรายการ Go-Kart หลายรายการ ก่อนพัฒนาตัวเองผ่านการแข่งขันรถสูตรในระดับเยาวชน จนได้เข้าสู่ Formula 1 ในปี 2007
นอกเหนือจาก Go-Kart จะเป็นจุดเริ่มต้นของนักแข่ง F1 หลายต่อหลายคน แต่ถ้ามองไปที่ Go-Kart ยังถือเป็นธุรกิจที่มีมูลค่าที่เติบโตในทุกๆ ปีเช่นกัน
โดย FIA (Federation Internationale de l’Automobile) สหพันธ์รถยนต์ระหว่างประเทศ องค์กรกำกับดูแลกีฬามอเตอร์สปอร์ตระดับโลก กำลังผลักดันให้การแข่งขัน Go-Kart เข้าถึงผู้สนใจได้ง่ายขึ้น และเปิดโอกาสให้ผู้ที่เริ่มต้นจากการขับโกคาร์ททั่วไปสามารถพัฒนาทักษะไปสู่การแข่งขันที่จริงจังมากขึ้น
ในเดือนธันวาคม 2023 FIA เปิดตัวแนวทาง Arrive & Drive ที่เปิดโอกาสให้ผู้สนใจเข้าร่วมการแข่งขันโดยใช้รถและอุปกรณ์ที่ผู้จัดเตรียมไว้ แทนการต้องมีรถแข่งเป็นของตัวเอง เพื่อลดข้อจำกัดด้านค่าใช้จ่ายในการเริ่มต้นแข่งขัน
ในเดือนธันวาคม 2024 FIA ประกาศ Global Karting Plan เพื่อพัฒนาระบบการแข่งขันและสร้างเส้นทางให้นักแข่งสามารถเติบโตจากระดับท้องถิ่นไปสู่ระดับนานาชาติได้ง่ายขึ้น
และการแข่งขัน FIA Karting ในปี 2025 มีนักแข่งเข้าร่วม 1,217 คน จาก 86 สัญชาติ และจำนวนรายการสมัครเข้าร่วมแข่งขันเพิ่มขึ้น 25% เมื่อเทียบกับปี 2024
ซึ่งการผลักดันดังกล่าวยังเป็นส่วนหนึ่งที่ผลักดันให้ตลาด Go-Kart เติบโตดด้วยเช่นกัน
อ้างอิงจาก Fortune Business Insight พบว่ายอดขายรถ Go-Kart รวมถึงอะไหล่ส่วนประกอบต่างๆ ทั่วโลก มีมูลค่าดังนี้
ปี 2025 มูลค่า 176.0 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 5,900 ล้านบาท)
คาดการณ์ปี 2026 มูลค่า 186.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 6,200 ล้านบาท)
คาดการณ์ปี 2034 มูลค่า 292.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 9,800 ล้านบาท)
นอกจากนี้ Go-Kart ยังต่อยอดไปยังธุรกิจบริการเพื่อความบันเทิงในรูปแบบ Rental Karting หรือสนามโกคาร์ท ที่เปิดให้ผู้สนใจความเร็วเข้ามาเช่ารถเพื่อขับภายในสนาม โดยคิดค่าบริการตามระยะเวลาหรือจำนวนรอบที่กำหนด
โมเดลนี้ทำให้ Go-Kart สามารถเข้าถึงลูกค้าได้หลายกลุ่ม ตั้งแต่เด็ก เยาวชน กลุ่มเพื่อน ครอบครัว นักท่องเที่ยว และอื่นๆ ได้อีกจำนวนมาก
ข้อมูลจาก FIA อัปเดตล่าสุดในปี 2023 พบว่า ทั่วโลกมีสนาม Rental Karting มากกว่า 3,000 แห่ง และข้อมูลจาก WiseGuyReports พบว่าสนามแข่ง Go-Kart มีมูลค่าเติบโตในทุกๆ ปีเช่นกัน
ปี 2024 มูลค่า 2,307.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 77,500 ล้านบาท)
ปี 2025 มูลค่า 2,452.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 82,400 ล้านบาท)
คาดการณ์ปี 2035 มูลค่า 4,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 151,100 ล้านบาท)
ในเชิงธุรกิจ สนาม Go-Kart สามารถสร้างรายได้จากหลายช่องทาง ได้แก่
1.ค่าบริการขับ Go-Kart ซึ่งเป็นรายได้หลักของสนาม โดยคิดค่าบริการเป็นรอบหรือระยะเวลา เช่น 8–10 นาที พร้อมแบ่งประเภทรถตามอายุ ประสบการณ์ และระดับความเร็ว เพื่อรองรับลูกค้าที่มีความต้องการแตกต่างกัน
2.รายได้จากแพ็กเกจและการกลับมาใช้บริการซ้ำ เช่น การจำหน่ายแพ็กเกจขับหลายรอบ ระบบสมาชิก และส่วนลดสำหรับลูกค้าที่กลับมาใช้บริการอย่างต่อเนื่อง
3.รายได้จากการจัดกิจกรรม ไม่ว่าจะเป็นการแข่งขันระหว่างกลุ่มเพื่อน งานวันเกิด กิจกรรม Team Building ขององค์กร และการเช่าสนามสำหรับจัดการแข่งขันแบบส่วนตัว
4.รายได้จากการฝึกทักษะและการแข่งขัน โดยสนามที่มีความพร้อมสามารถเปิดหลักสูตรฝึกขับ จัดการแข่งขัน หรือพัฒนากิจกรรมสำหรับผู้ที่ต้องการเพิ่มทักษะการขับรถอย่างจริงจัง
5.รายได้จากบริการเสริมและผู้สนับสนุน เช่น อาหาร เครื่องดื่ม สินค้าที่ระลึก การจัดกิจกรรมร่วมกับแบรนด์ รวมถึงการสนับสนุนการแข่งขัน
แต่ถ้ามองไปที่ประเทศไทย พบว่าธุรกิจสนาม Go-Kart มีผู้ประกอบการที่พัฒนาบริการแตกต่างกันออกไป ทั้งสนามที่เน้นประสบการณ์การแข่งขันและสนามโกคาร์ทไฟฟ้าที่เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจความบันเทิงในศูนย์การค้า
ตัวอย่างเช่น EasyKart ผู้ให้บริการสนามโกคาร์ทแหล่งท่องเที่ยว ทั้งในกรุงเทพฯ พัทยา และเกาะสมุย ที่แบ่งประเภทของรถตามอายุและระดับประสบการณ์ของผู้ขับ
สนาม TOPKART สร้างความแตกต่างผ่านแพ็กเกจ Mini Grand Prix และ Grand Prix Experience สำหรับกลุ่มที่ต้องการสัมผัสรูปแบบการแข่งขันมากขึ้น
สนาม EasyKart มีแพ็กเกจสำหรับผู้ที่ต้องการขับหลายรอบ ระบบจับเวลา Lap Time และบริการจัดกิจกรรมสำหรับกลุ่มลูกค้าองค์กรและผู้ที่ต้องการจัดการแข่งขันแบบส่วนตัว
สนาม TOPKART Bangkok ที่เน้นการออกแบบสนามโดย เดวิด เทอร์เรียน แชมป์โลกโกคาร์ท
IMPACT Speed Park ในเมืองทองธานี ที่นำ Go-Kart มาเชื่อมโยงกับธุรกิจสถานที่จัดงานและกิจกรรม โดยมีทั้งรถโกคาร์ทไฟฟ้าและรถที่ใช้น้ำมัน พร้อมให้บริการลูกค้าทั่วไปและรองรับกิจกรรมสำหรับองค์กร
Playerbox เลือกใช้โมเดลธุรกิจอีกลักษณะหนึ่ง ผ่านการนำ E-Gokart หรือโกคาร์ทไฟฟ้า เข้าไปให้บริการในพื้นที่ศูนย์การค้าและแหล่งไลฟ์สไตล์ เช่น Siam Discovery, ICONSIAM และ The Mall บางแค
อย่างไรก็ดี ทำให้เห็นว่าตลอดระยะเวลา 70 ปี ของ Go-Kart จากเครื่องยนต์ตัดหญ้า ได้พัฒนาเป็นทั้งจุดเริ่มต้นของนักแข่ง F1 และธุรกิจที่สามารถสร้างรายได้จากผู้บริโภคหลายกลุ่ม