กลิ่นหอมของขนมปังอบสด เนื้อสัมผัสที่เกิดจากการหมักอย่างพิถีพิถัน และพิซซ่าร้อน ๆ จากเตา คืออีกหนึ่งประสบการณ์ที่รอต้อนรับนักชิมที่ Silverskin Cafe & Bistro คาเฟ่และบิสโทรที่ถ่ายทอดความใส่ใจผ่านสองซิกเนเจอร์หลักอย่าง Sourdough และ Pizza โดยให้ความสำคัญตั้งแต่การเลือกวัตถุดิบ การเตรียมแป้ง ไปจนถึงเวลาและเทคนิคที่ช่วยดึงบุคลิกของแต่ละเมนูออกมาอย่างเต็มที่ ภายในไลฟ์สไตล์ คอมมูนิตี้มอลล์ PARK11 ของโครงการ Reignwood Park
หัวใจของ Sourdough ที่ Silverskin อยู่ที่ เวลา และ กระบวนการหมัก แป้งได้รับการดูแลผ่านขั้นตอนการหมักที่ควบคุมอย่างละเอียด รวมถึงการหมักข้ามคืน ก่อนพัฒนาต่อจนใช้เวลารวมประมาณ 2 วัน เพื่อสร้างกลิ่นหอม เนื้อสัมผัส และคาแรกเตอร์เฉพาะตัวของขนมปังแต่ละก้อน แทนที่จะหยุดอยู่เพียงรสชาติคลาสสิก Silverskin นำผลไม้แห้ง ธัญพืช และวัตถุดิบจากธรรมชาติมาสร้างมิติใหม่ให้ Sourdough เกิดเป็น 5 รสชาติที่มีบุคลิกต่างกัน ได้แก่
Fig Sourdough หอมหวานจากมะเดื่อแห้ง เนื้อนุ่มเคี้ยวเพลิน
Fig & Walnut Sourdough ที่เติมมิติด้วยวอลนัทและสัมผัสกรุบ
Longan Sourdough กับความหวานหอมกลมกล่อมของลำไยอบแห้ง
Oat & Cranberry Sourdough ซึ่งผสานข้าวโอ๊ตกับแครนเบอร์รี ให้ทั้งกลิ่นหอมและรสเปรี้ยวหวาน
และ Indrapalum Sourdough ที่นำอินทผลัมมาสร้างความหวานละมุนตามธรรมชาติ
เสน่ห์ของขนมปังแต่ละก้อนจึงเกิดขึ้นตั้งแต่ก่อนเข้าเตาอบ เพราะระยะเวลาของการหมักทำหน้าที่ค่อย ๆ พัฒนากลิ่น รส และโครงสร้างของแป้ง ขณะที่วัตถุดิบแต่ละชนิดถูกเลือกให้ทำงานร่วมกับตัวแป้ง เกิดเป็น Sourdough ในสไตล์ของ Silverskin ที่มีความคราฟต์ แต่เข้าถึงง่าย และสามารถรับประทานได้ในหลายช่วงเวลาของวัน
จากงานคราฟต์ของขนมปัง มาถึงอีกหนึ่งพระเอกของร้านอย่าง Pizza ที่ Silverskin นำแนวคิด Homemade Italian-style Pizza มาถ่ายทอดผ่านแป้งสูตรเฉพาะ วัตถุดิบคุณภาพ และการอบด้วย เตาพิซซ่าอิตาเลียน เพื่อให้ได้ทั้งกลิ่นหอมจากการอบ ผิวแป้งที่มีสีสวย และสัมผัสของขอบพิซซ่าที่เป็นเอกลักษณ์ ความสนุกของพิซซ่าที่นี่อยู่ที่การจับคู่เทคนิคและวัตถุดิบจากต่างแหล่งเข้าด้วยกัน ตั้งแต่วัตถุดิบนำเข้าที่เหมาะกับแต่ละสูตร ไปจนถึงผลผลิตคุณภาพจากประเทศไทย เกิดเป็นเมนูที่ยังคงกลิ่นอายอิตาเลียน พร้อมมีรายละเอียดของรสชาติในแบบ Silverskin
สามเมนูซิกเนเจอร์เริ่มจาก Truffle Champignon Pizza ที่นำความหอมของทรัฟเฟิลมาจับคู่กับเห็ดแชมปิญอง มอสซาเรลลา และพาร์เมซาน ได้รสเข้มข้นและกลิ่นหอมที่เปิดขึ้นตั้งแต่พิซซ่าออกจากเตา ตามด้วย Pizza Carbonara ซึ่งถ่ายทอดเสน่ห์ของคาร์โบนาราผ่านความครีมมี่ของชีส ผสาน Pancetta, Parmesan และ Black Pepper ให้รสเค็มมันและกลิ่นเครื่องเทศตัดกันอย่างพอดี ส่วนอีกหนึ่งเมนูที่สะท้อนความคิดสร้างสรรค์ของร้านได้อย่างชัดเจนคือ Banana Pizza การนำกล้วยคุณภาพจากภาคเหนือของไทยมาจับคู่กับชีสและความหอมหวานในสไตล์คาราเมล เกิดเป็นพิซซ่ารสหวานที่ผสานวัตถุดิบท้องถิ่นเข้ากับวิธีคิดแบบอิตาเลียน และเผยอีกมุมหนึ่งของพิซซ่าที่รับประทานได้ทั้งในฐานะเมนูแชร์ร่วมกันและเมนูปิดท้ายมื้อ
สิ่งที่เชื่อม Sourdough และ Pizza ของ Silverskin เข้าด้วยกันจึงอยู่ที่แนวคิดเดียวกัน คือ การให้คุณค่ากับวัตถุดิบ เวลา และกระบวนการ ทุกองค์ประกอบได้รับการคิดตั้งแต่ต้นทาง เพื่อให้เมนูที่เสิร์ฟออกมามีทั้งรสชาติ เนื้อสัมผัส กลิ่น และเรื่องราวของตัวเอง การเข้ามาของ Silverskin Cafe & Bistro ยังช่วยเติมอีกหนึ่งมิติให้กับ PARK11 ภายใน Reignwood Park ในฐานะพื้นที่ไลฟ์สไตล์และคอมมูนิตี้ที่เชื่อมโยงอาหาร ครอบครัว กิจกรรม และการใช้เวลาร่วมกัน โดยประสบการณ์ของ Silverskin สอดรับกับแนวคิดของพื้นที่ที่ต้องการสร้างเหตุผลใหม่ ๆ ให้ผู้คนแวะเข้ามา ใช้เวลา และกลับมาใช้บริการได้อย่างต่อเนื่อง
จาก Sourdough หนึ่งก้อนที่ใช้เวลาราวสองวันในการเตรียม ไปจนถึงพิซซ่าที่อบร้อนจากเตา Silverskin Cafe & Bistro เลือกเล่าเรื่องของอาหารผ่านรายละเอียดเล็ก ๆ ที่เกิดขึ้นในครัว เพราะสำหรับร้านแล้ว รสชาติที่น่าจดจำเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่การเลือกวัตถุดิบ และค่อย ๆ สมบูรณ์ผ่านเวลา ฝีมือ และความตั้งใจ ก่อนเดินทางมาถึงโต๊ะอาหารของทุกคนที่ PARK11