เมื่อพูดถึงตลาดกรุงเทพฯ นักการตลาดมักใช้คำว่า “คนกรุงเทพฯ” เพื่อระบุกลุ่มเป้าหมาย ตั้งแต่การเลือกพื้นที่เปิดสาขา ซื้อสื่อ ทำโปรโมชั่น ไปจนถึงกำหนดกลุ่มผู้บริโภคของสินค้าและบริการ
แต่คำว่า “คนกรุงเทพฯ” ในทางการตลาด อาจไม่จำเป็นต้องหมายถึงคนที่เกิดและเติบโตในกรุงเทพฯ หรือ กรุงเทพ Native เท่านั้น
เพราะในเมืองเดียวกันมีทั้งคนที่เกิดกรุงเทพฯ คนที่ย้ายเข้ามาเรียนหรือทำงาน คนที่พักอาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ แต่ยังมีชื่อในทะเบียนบ้านต่างจังหวัด รวมถึงคนที่เดินทางเข้ามาทำงานหรือเรียนเป็นประจำ
หากมองในมุมการตลาด คนเหล่านี้ต่างสามารถเป็น Bangkok Consumer ได้ เพราะสิ่งที่สร้างมูลค่าให้ตลาดไม่ได้เกิดจากสถานที่เกิดเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการอยู่อาศัย การทำงาน การเดินทาง และการใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในเมือง
อ้างอิงจาก สำมะโนประชากรและเคหะ พ.ศ. 2568 ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่า กรุงเทพมหานครมีประชากรที่อาศัยอยู่ในพื้นที่จริง 8,890,112 คน หรือประมาณ 12.7% ของประชากรทั้งประเทศ และเป็นจังหวัดที่มีประชากรมากที่สุดในประเทศไทย ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากประชากรแฝงที่เข้ามาพักอาศัยในกรุงเทพด้วย
นอกจากนี้ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติยังได้เก็บข้อมูลประชากรแฝงที่เข้ามาอาศัยแบบถาวร และไปกลับพบว่า กรุงเทพฯ มีประชากรแฝงประมาณ 2.865 ล้านคน โดยเกือบทั้งหมด หรือประมาณ 2.830 ล้านคน เป็นประชากรแฝงที่พักอาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ เป็นประจำ แต่ไม่มีชื่อในทะเบียนบ้านกรุงเทพฯ และอีก 35,200 คน เป็นประชากรแฝงที่อาศัยอยู่จังหวัดอื่น และเดินทางเข้ามาทำงานหรือเรียนในกรุงเทพฯ แบบไป-กลับ
สิ่งที่กล่าวมานี้ทำให้เห็นว่า การทำตลาดในกรุงเทพฯ ไม่ควรนิยามกลุ่มเป้าหมายจากคำว่า กรุงเทพ Native เพียงอย่างเดียว แต่ต้องมองถึง กรุงเทพ Consumer ทั้งหมด
เพราะคนที่สร้างการบริโภคในกรุงเทพฯ ไม่ได้มีเฉพาะคนที่เกิดหรือมีทะเบียนบ้านอยู่ในกรุงเทพฯ แต่ยังรวมถึงคนที่ย้ายเข้ามาพักอาศัย ทำงาน เรียน หรือเดินทางเข้ามาใช้ชีวิตในเมืองเป็นประจำ
เพราะผู้ที่มีทะเบียนบ้านต่างจังหวัด แต่พักอาศัยและทำงานอยู่ในกรุงเทพฯ สามารถมีพฤติกรรมการบริโภคในเมืองไม่ต่างจากผู้ที่เกิดและเติบโตในกรุงเทพฯ ตั้งแต่การซื้ออาหาร ใช้บริการ Delivery เดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะ ซื้อสินค้าในห้าง ไปจนถึงการใช้บริการต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน
แล้ว กรุงเทพฯ Consumer มีพฤติกรรมอะไร ยกตัวอย่าง เช่น
1.Digital เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน
ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ ปี 2568 พบว่า ประชากรกรุงเทพฯ อายุ 6 ปีขึ้นไป 96.7% ใช้อินเทอร์เน็ต สูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วประเทศที่ 91.6% และเป็นสัดส่วนสูงที่สุดเมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่นของประเทศไทย ซึ่งตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า Digital มีบทบาทสูงในชีวิตของผู้บริโภคกรุงเทพฯ และเป็นช่องทางที่นักการตลาดไม่สามารถมองข้ามได้
สำหรับแบรนด์ การวาง Customer Journey จึงควรเชื่อมต่อทั้ง Online และ Offline ตั้งแต่การรับรู้ข้อมูล การค้นหาสินค้า ไปจนถึงการตัดสินใจซื้อ โดยไม่ควรมองช่องทางออนไลน์และหน้าร้านแยกออกจากกัน
2.คนหนึ่งคนสามารถเป็นผู้บริโภคของหลายพื้นที่ในหนึ่งวัน
การเดินทางเป็นส่วนสำคัญของชีวิตในกรุงเทพฯ และทำให้ผู้บริโภคไม่ได้สร้างการใช้จ่ายอยู่เฉพาะพื้นที่ที่ตัวเองพักอาศัย
ข้อมูลจาก BTSGIF พบว่า ในปีงบประมาณ 2568/69 รถไฟฟ้า BTS สายสีเขียวส่วนหลัก (หมอชิต-อ่อนนุช และสนามกีฬาแห่งชาติ-สะพานตากสิน) มีผู้โดยสารประมาณ 200 ล้านเที่ยวคนต่อปี หรือเฉลี่ยประมาณ 619,000 เที่ยวคนต่อวันทำการ
และถ้ามองเฉพาะในเดือนกรกฎาคม 2569 เฉพาะ BTS สายสีเขียวส่วนหลัก มีจำนวนผู้โดยสารประมาณ 16.6 ล้านเที่ยวคน
ส่วน MRT ในเดือนมิถุนายน 2569 มีผู้โดยสารเฉลี่ยต่อวันในสายสีน้ำเงินประมาณ 411,105 เที่ยวคน, สายสีชมพู 69,299 เที่ยวคน, สายสีม่วง 64,150 เที่ยวคน และสายสีเหลือง 46,810 เที่ยวคนต่อวัน
จำนวนผู้โดยสารเหล่านี้ทำให้เห็น Traffic จำนวนมากที่เคลื่อนตัวระหว่างพื้นที่ต่าง ๆ ของเมืองในแต่ละวัน ทำให้การทำ Location Marketing ต้องมองทั้ง พื้นที่อยู่อาศัย พื้นที่ทำงาน เส้นทางการเดินทาง และช่วงเวลาที่ผู้บริโภคอยู่ในแต่ละพื้นที่ มากกว่ามองเฉพาะจำนวนประชากรที่อาศัยอยู่ในพื้นที่นั้น
3.ครัวเรือนกรุงเทพฯ มีขนาดค่อนข้างเล็ก
สำมะโนประชากรและเคหะ พ.ศ. 2568 พบว่า กรุงเทพฯ มีสมาชิกเฉลี่ยประมาณ 2.6 คนต่อครัวเรือน ทำให้โครงสร้างครัวเรือนที่มีขนาดเล็กมีผลต่อความต้องการสินค้าและบริการ ตั้งแต่ไซซ์สินค้า อาหาร ไปจนถึงสินค้าและบริการที่ออกแบบให้เหมาะกับการใช้ชีวิตในพื้นที่จำกัด
4.มีระดับการใช้จ่ายสูงกว่าค่าเฉลี่ยประเทศ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่สนใจความคุ้มค่า
ข้อมูลสำนักงานสถิติแห่งชาติช่วง 6 เดือนแรกของปี 2568 พบว่า ครัวเรือนใน กรุงเทพฯ และ 3 จังหวัดปริมณฑล ได้แก่ นนทบุรี ปทุมธานี และสมุทรปราการ มีรายได้เฉลี่ย 37,405 บาทต่อเดือน และมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 30,482 บาทต่อเดือน ส่วนที่ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยของครัวเรือนทั่วประเทศอยู่ที่ 21,984 บาทต่อเดือน
อย่างไรก็ตาม การใช้จ่ายที่สูงไม่ได้หมายความว่า กรุงเทพ Consumer จะยอมจ่ายแพงขึ้นกับทุกอย่าง เพราะนักการตลาดไม่ควรมองเพียง คนกรุงเทพฯ มีกำลังซื้อแต่ต้องตอบให้ได้ว่า เงินที่ผู้บริโภคจ่ายเพิ่มให้อะไรกลับมา ไม่ว่าจะเป็นคุณภาพที่ดีขึ้น ความสะดวก การประหยัดเวลา หรือประสบการณ์ที่ดีกว่าเดิม
ทั้งหมดนี้ทำให้การเข้าใจ กรุงเทพ Consumer ไม่ควรหยุดอยู่ที่ข้อมูลว่า อายุเท่าไร รายได้เท่าไร หรืออยู่เขตไหน แต่นักการตลาดต้องเข้าใจด้วยว่า ผู้บริโภค ใช้ Digital อย่างไร เคลื่อนที่ไปที่ไหน ใช้ชีวิตกับใคร และใช้เงินกับอะไร
เพราะสำหรับตลาดกรุงเทพฯ การรู้ว่า ลูกค้าอยู่ที่ไหน อาจยังไม่เพียงพอ