WHAT WORRIES THAILAND?

บริษัท อิปซอสส์ จำกัด (Ipsos Ltd.) ผู้นำระดับโลกด้านการวิจัยตลาดและสำรวจความคิดเห็นผู้บริโภค นำโดย นางสาวพิมพ์ทัย สุวรรณศุข ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายลูกค้าสัมพันธ์ เผยผลวิจัย “What Worries Thailand? H1 2026”  ซึ่งสะท้อนความกังวล ทัศนคติ และพฤติกรรมของผู้บริโภคไทยท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน พร้อมชี้แนะแนวทางให้ภาคธุรกิจและแบรนด์ปรับตัวเพื่อรับมือกับวิกฤตความเชื่อมั่นที่กำลังส่งผลต่อการใช้ชีวิตและการใช้จ่ายของผู้บริโภคไทยอย่างชัดเจน

 

พิมพ์ทัย กล่าวว่า “รายงานฉบับนี้เป็นการติดตามประเด็นความกังวลของคนไทยอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2565 ถึงเมษายน 2569 และพบการเปลี่ยนแปลงที่มีนัยสำคัญ โดยเฉพาะผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง  ซึ่งส่งผลต่อค่าครองชีพ ราคาพลังงาน และความเชื่อมั่นของผู้บริโภคทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย  จะเห็นได้ชัดจาก-ดัชนีความเชื่อมั่นดิ่งลง-ต่ำสุดเกือบเท่ายุค โควิด  ติดลบ-ในทุกมิติ ทั้ง 5 มิติ  ผู้บริโภคเข้าสู่สภาวะ-เฝ้าระวัง  ชลอการจับจ่ายทั้งกลุ่ม สินค้าชิ้นใหญ่ และ กลุ่มสินค้าในครัวเรื่อนอื่นๆ  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กลุ่มรายได้ครัวเรือนระดับสูง  กลับกลายเป็นกลุ่มที่ระมัดระวังการใช้จ่ายอย่างมากและมีอัตราสูงขึ้น  นำหน้ากลุ่มรายได้ครัวเรือนระดับปานกลาง และ ต่ำ อย่างชัดเจน

 

เมื่อความกังวลของผู้บริโภคเปลี่ยนไป พฤติกรรมการใช้จ่าย การออม และการตัดสินใจในการเลือกแบรนด์ก็เปลี่ยนตาม ธุรกิจและแบรนด์จึงจำเป็นต้องปรับตัวอย่างรวดเร็ว”  

โดยชี้แนวโน้ม  3 แนวทางสำคัญเพื่อตอบสนองผู้บริโภคและตลาดได้ตรงจุด ดังนี้   

1. “คุณค่า” และ “ความเชื่อมั่น” คือหัวใจสำคัญของแบรนด์                                                                     

2. วิกฤตราคาพลังงานกำลังเร่งให้ผู้บริโภคหันสู่ทางเลือกที่ยั่งยืนและประหยัดมากขึ้น 

3. ความเข้าใจบริบทท้องถิ่นและซัพพลายเชนที่ยืดหยุ่น คือความได้เปรียบสำคัญของธุรกิจ

 

คนไทยกังวล “คอร์รัปชัน” สูงสุด ขณะที่ “เงินเฟ้อ” กลับเข้าสู่ Top 5 และ กว่าครึ่งมองประเทศกำลังเดิน “ผิดทาง”

ผลสำรวจพบว่า เกือบครึ่งหนึ่งของคนไทย หรือ 49% ระบุว่า “การทุจริตคอร์รัปชันทางการเมืองและการเงิน” คือความกังวลอันดับหนึ่งของประเทศ ตามมาด้วยปัญหาความยากจนและความไม่เท่าเทียมทางสังคม (41%) ความขัดแย้งทางการทหารระหว่างประเทศ (27%) เงินเฟ้อ (27%) และอาชญากรรมและความรุนแรง (24%)

 

ทั้งนี้ ความกังวลเรื่อง “เงินเฟ้อ” ได้กลับเข้าสู่ 5 อันดับแรกอีกครั้ง แซงหน้าปัญหาอาชญากรรมและการว่างงาน ขณะที่ความกังวลเกี่ยวกับสงครามและความขัดแย้งระหว่างประเทศยังอยู่ในระดับสูง ติด 1 ใน 10 ของโลก

 

ในภาพรวม นับเป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือนที่คนไทยส่วนใหญ่มองว่า “ประเทศกำลังเดินไปในทิศทางที่ผิด” โดยมีสัดส่วนสูงถึง 56% สะท้อนถึงความเชื่อมั่นที่ถดถอยลงอย่างชัดเจน

 

ความกังวลดังกล่าวยังสอดคล้องกับมุมมองต่อสถานะทางการเงินส่วนบุคคล โดยมีเพียง 36% ที่เชื่อว่าสถานะการเงินของตนจะดีขึ้นในอีก 6 เดือนข้างหน้า ลดลงจาก 50% ในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ขณะเดียวกัน 56% ระบุว่ามีความมั่นใจน้อยลงต่อความสามารถในการลงทุนในอนาคต รวมถึงการออมเพื่อวัยเกษียณและการศึกษาของบุตรหลาน ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 15% เมื่อเทียบกับปีก่อน

 

ดัชนีความเชื่อมั่นลดลงทุกมิติ ผู้บริโภคชาวไทยกำลังก้าวเข้าสู่ภาวะ “เฝ้าระวัง”

ผลสำรวจยังชี้ให้เห็นว่า ผู้บริโภคชาวไทยกำลังก้าวเข้าสู่ภาวะ “ระมัดระวัง” ทั้งด้านการใช้จ่ายและอารมณ์ความรู้สึก อันเป็นผลจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ และความเชื่อมั่นต่ออนาคตที่ลดลง

 

คนไทยถึง 71% ระบุว่าสถานการณ์เศรษฐกิจปัจจุบัน “แย่” ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 17 จุดภายในเดือนเดียว สะท้อนความกังวลที่รุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็ว

 

สำหรับผลสำรวจ Ipsos Global Consumer Confidence Index เดือนเมษายน 2569 พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยรวมของไทย (National Index) ลดลงมาอยู่ที่ 45.5 หรือลดลง 10.9 จุด ซึ่งถือเป็นการลดลงมากที่สุดเป็นอันดับ 1 ของโลกในรอบเดือนที่ผ่านมา

ความน่ากังวลดังกล่าวสะท้อนผ่านดัชนีที่ปรับตัวลดลง “ติดลบ” ในทุกมิติเมื่อเปรียบเทียบกับเมื่อต้นปี

ดัชนีความคาดหวังในอนาคต  (Expectations Index)  ลดลงมากที่สุดถึง -14.3 จุด สะท้อนความกังวลต่อทิศทางเศรษฐกิจระยะยาว

ดัชนีความเชื่อมั่นด้านการลงทุน  (Investments Index) ลดลง -13.4 จุด บ่งชี้ถึงการชะลอการลงทุนในสินทรัพย์

ดัชนีมุมมองต่อเศรษฐกิจปัจจุบัน  (Current Index)    ลดลง -12.4 จุด

ดัชนีภาพรวม  (National Index)   ลดลง -11.7 จุด

ดัชนีความมั่นใจด้านการจ้างงาน (Jobs Index)   ลดลง -6.8 จุด

  

ผู้บริโภคชะลอการใช้จ่าย  ไม่มั่นใจอนาคตทางการเงิน กลุ่มรายได้ครัวเรือนระดับสูงกลับเป็นกลุ่มที่ระมัดระวังการใช้จ่ายอย่างสูงมากขึ้น นำกลุ่มรายได้กลางและต่ำ

ความเชื่อมั่นที่ลดลงส่งผลโดยตรงต่อพฤติกรรมการบริโภค โดย 62% ของคนไทยระบุว่าไม่กล้าซื้อสินค้าชิ้นใหญ่ เช่น บ้านหรือรถยนต์ เพิ่มขึ้น 18 จุดจากเดือนมีนาคม ขณะที่ 51% รู้สึกไม่สบายใจในการซื้อของใช้ภายในครัวเรือน เพิ่มขึ้น 16 จุดจากเดือนมีนาคมเช่นกัน

 

กลุ่มครัวเรือนที่มีรายได้สูงกลับกลายเป็นกลุ่มที่มีสัดส่วนที่ใหญ่-ในการระมัดระวังการใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นทั้งในการซื้อสินค้าชิ้นใหญ่ และ กลุ่มสินค้าในครัวเรือนอื่นๆ มากกว่า-กลุ่มรายได้ครัวเรือนระดับกลาง และ ต่ำ  โดยมีสถิติการเปรียบเทียบ ณ ปัจจุบัน กับ 6 เดือนที่ผ่านมา  (เมษายน 2569 เปรียบเทียบกับ พฤศจิกายน 2568) 

% รู้สึกไม่สบายใจที่จะซื้อสินค้าชิ้นใหญ่ เช่น บ้านหรือรถยนต์

สถิติของกลุ่มรายได้ครัวเรือน-ระดับสูง ปานกลาง และ ต่ำ  ในสัดส่วน  +23% -1% -1% ตามลำดับ

 

% รู้สึกไม่สบายใจที่จะซื้อสินค้าในกลุ่มของใช้ในครัวเรือนอื่นๆ

สถิติของกลุ่มรายได้ครัวเรือน-ระดับสูง ปานกลาง และ ต่ำ  ในสัดส่วน +24%  +3%  +2% ตามลำดับ

 

นอกจากนี้ มีเพียง 36% เท่านั้นที่เชื่อว่าสถานะทางการเงินของตนจะดีขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง ลดลงจาก 50% ในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา

 

เกือบครึ่งหนึ่งของผู้ตอบแบบสอบถาม (49%) ยังมีความกังวลเกี่ยวกับความมั่นคงในหน้าที่การงาน ขณะที่ 56% ระบุว่ามีความมั่นใจน้อยลงต่อการลงทุน การออมเพื่อวัยเกษียณ และการศึกษาของบุตรหลาน

 

คนไทยกังวลสงครามยืดเยื้อ  กว่าครึ่ง เห็นว่า การใช้ชีวิตโดยขาดรถยนต์ส่วนตัวนั้น-เป็นไปไม่ได้  และหนุนความสนใจรถยนต์ไฟฟ้า EV ท่ามกลางวิกฤตราคาพลังงาน

ความขัดแย้งทางการทหารระหว่างประเทศยังคงเป็นหนึ่งในประเด็นที่คนไทยกังวลมากที่สุด โดยอยู่ในอันดับ 3 ของประเทศ   ผลสำรวจพบว่า 33% ของคนไทยคาดการณ์ว่าความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านจะยืดเยื้อไปจนถึงสิ้นปี และอีก 25% เชื่อว่าสถานการณ์จะยาวนานกว่านั้น ซึ่งสะท้อนถึงความกังวลต่อราคาพลังงานและค่าครองชีพที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น

 

ขณะเดียวกัน รายงาน Ipsos Mobility Report พบว่า “รถยนต์” ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญต่อการใช้ชีวิตของคนไทย โดย 49% มองว่าการใช้ชีวิตโดยไม่มีรถยนต์นั้น “เป็นไปไม่ได้” ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกที่ 43%

 

อย่างไรก็ตาม ภายใต้วิกฤตราคาพลังงาน ผู้บริโภคไทยเริ่มมองหาทางเลือกใหม่ โดย 60% ระบุว่ารถยนต์ไฟฟ้า (EV) เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจอย่างมาก ซึ่งเป็นสัดส่วนที่สูงกว่าตลาดใหญ่อย่างอเมริกาเหนือและยุโรปอย่างชัดเจน

 

อิปซอสส์แนะ 3 แนวทางสำหรับธุรกิจและแบรนด์เพื่อรับมือวิกฤตความเชื่อมั่นของผู้บริโภค

1.“คุณค่า” และ “ความเชื่อมั่น” คือหัวใจสำคัญของแบรนด์

ผู้บริโภคทั่วเอเชียแปซิฟิกกำลังเผชิญแรงกดดันจากเงินเฟ้อ ราคาพลังงาน และความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ส่งผลให้ผู้คนให้ความสำคัญกับสินค้าจำเป็น ใช้จ่ายอย่างระมัดระวัง และมองหาความคุ้มค่ามากขึ้น

 

แบรนด์จึงไม่สามารถพึ่งพาเพียงภาพลักษณ์พรีเมียมหรือราคาสูงได้อีกต่อไป แต่ต้องพิสูจน์ “คุณค่าที่จับต้องได้” ทั้งด้านความคุ้มค่า ความน่าเชื่อถือ และความอุ่นใจให้ผู้บริโภคเห็นอย่างชัดเจน การสื่อสารที่เน้นความมั่นคง ความโปร่งใส และการช่วยผู้บริโภครับมือกับความไม่แน่นอน จะสร้างความเชื่อมั่นได้มากกว่าการสื่อสารเชิงภาพลักษณ์หรือไลฟ์สไตล์เพียงอย่างเดียว

 

2.วิกฤตราคาพลังงานกำลังเร่งให้ผู้บริโภคหันสู่ทางเลือกที่ยั่งยืนและประหยัดมากขึ้น

ความผันผวนด้านพลังงานกำลังผลักดันการเติบโตของรถยนต์ไฟฟ้า (EV) รถไฮบริด พลังงานหมุนเวียน และพฤติกรรมประหยัดพลังงานในหลายประเทศ

 

สำหรับธุรกิจ ความยั่งยืนไม่ได้เป็นเพียงวาระ ESG ระยะยาวอีกต่อไป แต่กลายเป็น “ความต้องการเร่งด่วน” ของผู้บริโภคที่ต้องการทั้งความประหยัดและความยืดหยุ่นในการใช้ชีวิต แบรนด์ที่สามารถทำให้ทางเลือกที่ยั่งยืน “เข้าถึงง่าย คุ้มค่า และใช้งานได้จริง” จะมีโอกาสสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันและเชื่อมโยงกับผู้บริโภคได้มากขึ้นในอนาคต

 

3.ความเข้าใจบริบทท้องถิ่นและซัพพลายเชนที่ยืดหยุ่น คือความได้เปรียบสำคัญของธุรกิจ

แต่ละประเทศกำลังตอบสนองต่อวิกฤตแตกต่างกันตามระดับการพึ่งพาพลังงาน นโยบายภาครัฐ เสถียรภาพทางการเมือง และระดับความเชื่อมั่นของผู้บริโภค

 

ดังนั้น ธุรกิจและแบรนด์จำเป็นต้องเข้าใจบริบทผู้บริโภคในแต่ละพื้นที่ มีความยืดหยุ่นด้านราคาและการจัดหา พร้อมสร้างซัพพลายเชนที่แข็งแรง เพื่อให้สามารถปรับตัวได้รวดเร็วต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง และรักษาความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในระยะยาว

 

ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกเผชิญวิกฤตความเชื่อมั่นครั้งใหญ่  ไทยลดลงหนักที่สุดในภูมิภาค

ในระดับภูมิภาค ภาวะความเชื่อมั่นผู้บริโภคในเอเชียแปซิฟิกปรับตัวลดลงอย่างรุนแรง โดยจากทั้งหมด 31 ประเทศที่ทำการสำรวจ พบว่า 5 ใน 6 ประเทศที่ดัชนีลดลงมากที่สุดอยู่ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

 

ประเทศไทยมีอัตราการลดลงสูงที่สุดที่ -10.9 จุด ทิ้งห่างประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย (-6.1) เกาหลีใต้ (-5.1) ญี่ปุ่น (-4.7) และออสเตรเลีย (-4.6) อย่างมีนัยสำคัญ

 

การปรับลดลงของความเชื่อมั่นครั้งนี้ ถือเป็นการลดลงที่รุนแรงที่สุดเป็นอันดับ 2 นับตั้งแต่เริ่มการสำรวจ รองจากช่วงวิกฤตโควิด-19 ในปี 2563 เท่านั้น

 

เอเชียแปซิฟิกกำลังอยู่ในจุดเปลี่ยนสำคัญ ท่ามกลางวิกฤตความเชื่อมั่นและอิทธิพลโลกที่เปลี่ยนแปลง

อิปซอสส์ยังได้เปิดเผยรายงานพิเศษล่าสุด “Brand Shifts in Asia Pacific Amid the Iran Conflict” ภายใต้ซีรีส์ Understanding Asia ซึ่งระบุว่าเอเชียแปซิฟิกกำลังเผชิญ “จุดเปลี่ยนสำคัญ” (Inflection Point) จากแรงกดดันด้านภูมิรัฐศาสตร์ ราคาพลังงาน และความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ซึ่งกำลังส่งผลโดยตรงต่อความเชื่อมั่นผู้บริโภคและการตัดสินใจซื้อสินค้าและบริการทั่วภูมิภาค ข้อมูลสำหรับประเทศไทย อ้างอิงจากกลุ่มตัวอย่างประมาณ 500 คนต่อการสำรวจ มีอายุระหว่าง 20-74 ปี ซึ่งทำการสำรวจผ่านระบบ Ipsos Online Panel โดยการสำรวจในแต่ละชุดเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาขนาดใหญ่ที่ครอบคลุม 29-31 ประเทศทั่วโลก

 

About The Author

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *