การใช้งานระบบอากาศยานไร้คนขับ (Uncrewed Aerial Systems: UAS) หรือที่นิยมเรียกว่า “โดรน” ที่เพิ่มมากขึ้น กำลังเปลี่ยนลักษณะของภัยคุกคามทั้งในด้านการทหาร และภาคพลเรือน อีกทั้งเมื่อเทคโนโลยีโดรนเข้าถึงได้ง่ายขึ้น และมีขีดความสามารถที่สูงขึ้น รูปแบบของภัยคุกคามทางอากาศจึงมีการเปลี่ยนแปลง ส่งผลให้ โซลูชันที่สามารถป้องกันและต่อต้านภัยคุกคามจากโดรน หรือ counter-UAS solutions ที่มีประสิทธิภาพ และสามารถปรับการใช้งานได้อย่างเหมาะสม มีความสำคัญอย่างยิ่ง
ซาบ (Saab) ได้ร่วมมือกับ กองทัพไทย มานานกว่า 40 ปี เพื่อสนับสนุนการพัฒนาขีดความสามารถด้านการป้องกันทางอากาศ และการเฝ้าระวังแบบบูรณาการ และจากการต่อยอดรากฐานที่แข็งแกร่งนี้ ซาบมีความพร้อมที่จะนำเสนอแนวทางที่มอบความยืดหยุ่น และการปฎิบัติการณ์แบบองค์รวมเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับ และตอบสนองต่อภัยคุกคามทางอากาศในหลากหลายรูปแบบได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
เฟรดริก ลินด์บลูม, รองประธานและผู้จัดการประจำประเทศ, ซาบ ประเทศไทย กล่าวว่า “ประเทศไทยได้สร้างรากฐานที่แข็งแกร่งด้านระบบเฝ้าระวังทางอากาศ รวมถึงระบบบัญชาการและควบคุมไว้เป็นอย่างดี โอกาสสำคัญในวันนี้คือการต่อยอดจากรากฐานดังกล่าว ด้วยโซลูชันที่มีความยืดหยุ่น และเชื่อมโยงการทำงานทั้งหมดร่วมกันเพื่อรองรับภัยคุกคามทางอากาศในหลากหลายรูปแบบได้อย่างมีประสิทธิภาพ และยั่งยืนยิ่งขึ้น”
โดรนในปัจจุบันสามารถปฏิบัติการได้ในสภาพแวดล้อมที่หลากหลาย อาจบินได้ทั้งระดับสูงหรือต่ำ เร็วหรือช้า และมักมีสัญญาณที่ตรวจจับได้ยาก ไม่ว่าจะเป็นทั้งในการบินแบบปฏิบัติการเดี่ยว หรือเป็นกลุ่มที่ประสานงานกัน โดยอาจปล่อยจากระยะไกล หรือใกล้กับพื้นที่เป้าหมายโดยตรง ความหลากหลายดังกล่าวทำให้ไม่มีระบบ หรือโซลูชัน เพียงแบบเดียวที่เพียงพอสำหรับทุกสถานการณ์ แต่ละสถานการณ์ต้องการวิธีตอบสนองที่แตกต่างกัน ตั้งแต่การตรวจจับ การระบุเป้าหมาย ไปจนถึงการรบกวนหรือทำลาย ดังนั้นแนวทางแบบหลายชั้นและการบูรณาการการทำงานร่วมกันทั้งระบบจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง
โดยวิธีรับมือกับโดรนที่ใช้อยู่ในปัจจุบันซึ่งพึ่งพาระบบป้องกันภัยทางอากาศแม้มีความสามารถสูงในการรับมือกับโดรนต้นทุนต่ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่วิธีดังกล่าวอาจก่อให้เกิดความท้าทายในอีกมิติได้เช่นกัน โดยประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่แค่ที่ความสามารถในการจัดการกับโดรน แต่ยังรวมถึงว่าการตอบสนองนั้นมีความเหมาะสมในเชิงปฏิบัติ และด้านลอจิสติกส์หรือไม่ อีกทั้งวิธีการหรือรูปแบบในการรับมือสามารถปรับขยายการใช้งานให้เหมาะสมได้เพียงใด
แนวทางที่มีอยู่จำนวนมากอาศัยระบบป้องกันภัยทางอากาศที่มีความก้าวหน้าและมีขีดความสามารถสูงในการจัดการกับโดรนต้นทุนต่ำ แม้ว่าวิธีการนี้จะมีประสิทธิภาพ แต่ก็อาจก่อให้เกิดความท้าทายในอีกด้านหนึ่ง คำถามจึงไม่ได้มีเพียงแค่ว่าสามารถรับมือกับโดรนได้หรือไม่ แต่ยังรวมถึงว่าการตอบสนองนั้นมีความเหมาะสมในเชิงปฏิบัติและด้านลอจิสติกส์หรือไม่ รวมถึงสามารถปรับขยายได้เพียงใด
แนวทางดังกล่าวอาจเรียกว่าเป็น “สมการของโดรน” (drone equation) โดยหัวใจสำคัญอยู่ที่การเลือกใช้ระบบตอบสนอง หรืออุปกรณ์ เพื่อรับมืออย่างเหมาะสมกับระดับของภัยคุกคามมากกว่าการพึ่งพาเพียงระบบขั้นสูงเพียงอย่างเดียว วิธีรับมือกับโดรนต่าง ๆ ในปัจจุบันจึงกำลังมุ่งไปสู่การบูรณาการระบบอย่างชาญฉลาดยิ่งขึ้น ควบคู่กับการใช้ขีดความสามารถที่มีอยู่ให้เหมาะสม และสอดคล้องกับระดับของภัยคุกคามในแต่ละสถานการณ์
แนวทางการป้องกันที่มาหลากหลายชั้น และมีโครงสร้างที่ชัดเจน ถือเป็นหัวใจสำคัญของการเปลี่ยนแปลงนี้ โดยในสถาปัตยกรรมการต่อต้าน อากาศยานไร้คนขับ แบบหลายชั้น องค์ประกอบต่าง ๆ จะทำงานร่วมกันเพื่อให้เกิดเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การตรวจจับล่วงหน้า ไปจนถึงการตอบสนองต่อภัยคุกคาม เซ็นเซอร์ต่าง ๆ เช่น เรดาร์ และระบบตรวจจับด้วยแสง (Electro-optical) จะทำหน้าที่เสริมข้อมูลซึ่งกันและกัน ก่อนถูกรวบรวมผ่านระบบบัญชาการและควบคุม (Command and Control) เพื่อให้สถานการณ์ภาพรวม อันจะเป็นตัวช่วยในการสนับสนุนการตัดสินใจได้อย่างเหมาะสมในแต่ละสถาณการณ์ บนพื้นฐานของข้อมูลที่ครบครัน
ภายใต้กรอบแนวคิดนี้ การตอบสนองต่อภัยคุกคามที่เหมาะสมกับระดับของการคุกคามจึงสามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยสงครามอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Warfare) สามารถถูกนำมาใช้เพื่อรบกวนสัญญาณ หรือการทำงานของโดรนได้ในหลากหลายสถานการณ์ อันเป็นทางเลือกที่มีความยืดหยุ่น และสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ ในกรณีที่วิธีดังกล่าวมีข้อจำกัด การตอบสนองด้วยวิธีเชิงกายภาพแบบแม่นยำสามารถถูกนำมาใช้เสริมได้ตามความเหมาะสม ขณะที่ระบบป้องกันภัยทางอากาศขั้นสูงยังคงมีบทบาทสำคัญในโครงสร้างโดยรวม แต่จะถูกนำไปใช้ในภารกิจที่สอดคล้องกับคุณลักษณะและความเหมาะสมของระบบมากที่สุด
เฟรดริก กล่าวเสริมว่า “ระบบป้องกันภัยทางอากาศที่มีประสิทธิภาพในปัจจุบันคือเรื่องของความสมดุล ทั้งนี้หัวใจสำคัญอยู่ที่การผสานขีดความสามารถที่หลากหลายเข้าด้วยกัน เพื่อให้สามารถเลือกใช้แนวทางการตอบสนองที่เหมาะสมกับแต่ละสถานการณ์ แทนการพึ่งพาเพียงโซลูชันรูปแบบเดียว”
การเลือกใช้แนวทางการตอบสนองที่เหมาะสม ช่วยยกระดับประสิทธิภาพในการปฏิบัติการ และยังสนับสนุนความยั่งยืนในระยะยาว อีกทั้งยังช่วยให้สามารถใช้ทรัพยากรด้านการป้องกันประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพและคุ้มค่า ขณะเดียวกันก็ยังคงรักษาความครอบคลุมของการป้องกันในภาพรวมได้อย่างต่อเนื่องอีกด้วย
ความคล่องตัวในการปฏิบัติการก็มีบทบาทสำคัญเช่นกัน เมื่อข้อกำหนด และสถานการณ์มีการเปลี่ยนแปลง ความสามารถในการเคลื่อนย้าย และปรับใช้งานได้อย่างยืดหยุ่นจึงทวีความสำคัญมากยิ่งขึ้น ซึ่งโซลูชันแบบโมดูลาร์และระบบที่สามารถเคลื่อนที่ได้ ช่วยให้สามารถขยายพื้นที่คุ้มครองหรือปรับตำแหน่งการการป้องกันได้อย่างความเหมาะสมได้และมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นการใช้งานทางทหาร หรือเพื่อปกป้องโครงสร้างพื้นฐาน และพื้นที่สาธารณะ
แนวทางดังกล่าวถูกนำไปใช้จริงแล้ว เช่น การพัฒนาระบบต่อต้านโดรนแบบโมดูลาร์ของสวีเดน อย่าง Loke ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเทคโนโลยีที่ผ่านการพิสูจน์แล้วสามารถนำมาบูรณาการเข้ากับระบบที่มีความยืดหยุ่น และสามารถติดตั้งใช้งานได้อย่างรวดเร็วในเชิงปฏิบัติการ โดยการผสานรวมเซ็นเซอร์ ระบบบัญชาการและควบคุม และระบบตอบสนองเข้าไว้ด้วยเป็นโซลูชันเดียวนี้ คือตัวอย่างของการนำแนวคิดการป้องกันแบบหลายชั้น และการตอบสนองอย่างเหมาะสมกับระดับของภัยคุกคาม อีกทั้งยังสามารถขยายและปรับใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน มาใช้งาน
สำหรับประเทศไทย แนวทางดังกล่าวถือเป็นแนวทางที่สมดุลสำหรับการป้องกันภัยคุกคามทางอากาศในอนาคต โดยโซลูชันต่อต้านอากาศยานไร้คนขับแบบบูรณาการ และเหมาะสมกับระดับของภัยคุกคาม จะช่วยเพิ่มความยืดหยุ่น และรองรับการขยายความสามารถ เพื่อตอบสนองต่อภัยคุกคามที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง ด้วยการต่อยอดจากเทคโนโลยีที่ผ่านการพิสูจน์แล้ว และการมุ่งเน้นการทำงานร่วมกันของระบบต่าง ๆ ทำให้สามารถบริหารจัดการสถานการณ์ที่หลากหลายได้อย่างมีประสิทธิภาพ สม่ำเสมอ และยั่งยืน
เฟรดริก กล่าวเสริมว่า “ซาบได้มีส่วนร่วมการสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านการป้องกันประเทศไทยที่มีความแข็งแกร่ง และความโดดเด่นในภูมิภาค ทั้งนี้การต่อยอดจากรากฐานดังกล่าวร่วมกัน และการพัฒนาและบูรณาการขีดความสามารถที่มีอยู่ให้ต่อเนื่อง จะช่วยให้ประเทศไทยสามารถตอบสนองต่อความต้องการในอนาคตได้อย่างมีความยืดหยุ่นและยั่งยืน”