คาดการณ์ปี 2569 ตลาดแอร์บ้านมีการเติบโตสูงถึง 34,000-36,000 ล้านบาท จากความร้อนระอุของอากาศ ที่ร้อนมาก ร้อนนาน ร้อนเป็นพิเศษ จนทำให้ผู้บริโภคหันมาติดแอร์เพิ่มขึ้น และทดแทนของเดิมที่มีอยู่
และการเติบโตนี้ยังมาพร้อมกับการแข่งขันของแบรนด์แอร์ที่ร้อนระอุไม่แพ้กัน
ในปีนี้การแข่งขันของแบรนด์แอร์นอกเหนือจากการนำเสนอสินค้าใหม่ แคมเปญการตลาด พรีเซ็นเตอร์ บริการหลังการขาย ยังเน้นสื่อสารถึง “เทคโนโลยีและประสบการณ์ใช้งาน” ของผู้บริโภค ผ่านฟีเจอร์ AI เน้นการประหยัดไฟ เพื่อดึงดูดการตัดสินใจผู้บริโภค
สิ่งเหล่านี้ทำให้ผู้เล่นรายใหญ่หลายแบรนด์ก็เร่งเปิดเกมใหม่ตั้งแต่ต้นปี ทั้งการออกสินค้าใหม่ การอัดฟีเจอร์ AI การชูเรื่องประหยัดพลังงาน ไปจนถึงการใช้พรีเซ็นเตอร์และบริการหลังการขายเข้ามาช่วยแย่งความสนใจของผู้บริโภค ผ่านคุณค่าของแอร์ได้มากกว่าเดิม ที่มากกว่าความเย็น
ถ้ามองไปที่เกมการตลาดของแบรนด์แอร์แต่ละแบรนด์ จะเป็นได้ว่า ตลาดแอร์ได้ถูกแบ่งเกมออกเป็นหลายสนามพร้อมกัน
สนามแรกคือ สนามราคาและความคุ้มค่า ซึ่งรุนแรงขึ้นจากการรุกของแบรนด์จีนและการเปิดรุ่นที่เข้าถึงง่ายมากขึ้น
สนามที่สองคือ สนามพรีเมียมและภาพลักษณ์ ที่หลายแบรนด์พยายามย้ายตัวเองออกจากสงครามราคาไปสู่การขายดีไซน์ เทคโนโลยี และคุณภาพชีวิต
ส่วนสนามที่สามคือ สนาม Ecosystem ที่เชื่อมแอร์เข้ากับแอป บ้านอัจฉริยะ และการจัดการพลังงาน
โดยภายใต้การแข่งขัน หลากแบรนด์ได้ลงแข่งขันบนตลาดหลากหลายสนาม และแต่ละแบรนด์วางกลยุทธ์การเข้าถึงลูกค้าที่แตกต่างกัน เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคปี 2569 ไม่ได้ซื้อแค่ความเย็น แต่ซื้อค่าไฟที่คุมได้ อากาศที่สะอาดขึ้น ความสบายที่สั่งงานง่ายขึ้น และความมั่นใจหลังการขาย” เช่น
Daikin
เกมการตลาดของ Daikin ในปีนี้ได้วางตัวเองเป็น “ผู้ให้บริการโซลูชันด้านอากาศ” มากขึ้น ผ่านนวัตกรรม AI มาวิเคราะห์การทำงาน พร้อมเปิดตัวกลุ่มสินค้า AIR CREATOR แอร์ระดับพรีเมียมที่ยกระดับจากการแค่ทำความเย็น มาเป็นการ “ออกแบบอากาศ” ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนยุคใหม่ และใช้ฟีเจอร์ “Air Card” ที่ผู้ใช้สามารถปรับการทำงานของแอร์และเครื่องฟอก สร้างประสบการณ์การใช้งานให้สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ตัวเองได้
และยังคงสื่อสารผ่านพรีเซ็นเตอร์ ณเดชน์ และบิวกิ้น เพื่อตอกย้ำภาพลักษณ์แบรนด์แอร์พรีเมียมจากญี่ปุ่นอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาฐานลูกค้าเก่า และเข้าถึงฐานลูกค้าเดิมและคนรุ่นใหม่มากยิ่งขึ้น
Mitsubishi Electric
ในปีนี้ Mitsubishi Electric ได้วางเกมการตลาดขยายกลุ่มลูกค้าผ่านการรุกตลาดทุกเซ็กเมนต์ พร้อมกับพาแบรนด์เจาะกลุ่มเป้าหมายให้แมสมากขึ้นด้วยการเปิดแอร์กลุ่ม KA Series ซึ่งเป็นแอร์ Inverter ที่เข้ามาเป็น Fighting Model ในการบุกตลาด ผ่านจุดเด่นแอร์แบรนด์ญี่ปุ่นที่มีราคาที่ย่อมเยาเข้าถึงง่าย
พร้อมสร้างการรับรู้แบรนด์ ผ่าน นนท์ ธนนท์ ซึ่งเป็นพรีเซ็นเตอร์ต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 ภายใต้แนวคิด “ทุกเรื่องที่ทำ คำนึงถึงคุณ (All We Do, Designed From You) เพราะเชื่อว่าความสบายที่แท้จริงเริ่มต้นจากความเข้าใจ เราจึงออกแบบทุกฟังก์ชันเพื่อคุณ ใส่ใจคุณภาพชีวิต ประหยัดพลังงาน และเป็นมิตรต่อโลก
Haier
แบรนด์แอร์ Haier ได้วางทิศทางบุกตลาดผ่านแนวทาง AI-Driven Lifestyle เพื่อปรับภาพลักษณ์จากแบรนด์จีนสู่แบรนด์ระดับโกลบอลที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี AI และ Smart Ecosystem เป็นหัวใจหลักในการพัฒนาสินค้า และ Smart Ecosystem มากขึ้น พร้อมสื่อสารการตลาดเข้าถึงลูกค้าผ่าน BamBam แบรนด์แอมบาสเดอร์ปีที่ 2 เพื่อเสริมความแข็งแกร่งของภาพลักษณ์แบรนด์และขยายการสื่อสารในระดับภูมิภาคและต่างประเทศ
สำหรับสินค้าใหม่ในปีนี้ ไฮเออร์ได้เปิดตัวแอร์ UV Cool Voice Series แอร์ที่เน้นดีไซน์ พร้อมกับเทคโนโลยี AI Voice ช่วยให้การควบคุมอุณหภูมิผ่านคำสั่งเสียง โดยไม่ต้องเชื่อมต่อ Wi-Fi และเทคโนโลยี AI ECO ทำงานร่วมกับแอปพลิเคชัน Haismart ให้ตรวจสอบการใช้ไฟแบบเรียลไทม์ ตั้งเป้าการใช้ไฟรายสัปดาห์หรือรายเดือน พร้อมแจ้งเตือนและปรับการทำงานตามพฤติกรรมผู้ใช้
LG
LG เดินเกมตลาดแอร์ ภายใต้วิสัยทัศน์ AI in Action การพัฒนา AI ให้เข้าใจผู้ใช้งาน เพื่อให้แอร์เป็นหนึ่งในกลุ่มสินค้าที่พา LG สู่ Smart Life Solution Company
การรุกตลาดแอร์ของ LG ในปีนี้ ยังคงให้ความสำคัญแอร์รุ่นไฮไลต์อย่าง LG DUALCOOL AI Air ArtCool ที่มาพร้อมระบบ Perfect Comfort AI เรียนรู้พฤติกรรมการใช้งานและวิเคราะห์สภาพแวดล้อมภายใน เพื่อปรับอุณหภูมิและแรงลมให้เหมาะสมที่สุดสำหรับผู้ใช้งานโดยเฉพาะ มาพร้อมระบบฟอกอากาศ Total Air Care ระบบทำความสะอาดตัวเอง พร้อมกับดีไซน์รูปโฉมใหม่ ด้วยกระจกสีดำเงา Black Shiny Mirror เพื่อให้เป็นหนึ่งในเครื่องประดับในบ้าน
และยังสามารถเชื่อมต่อฟีเจอร์ AI kW Manager ที่ช่วยให้ผู้ใช้สามารถกำหนดและบริหารการใช้พลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพผ่านแอปพลิเคชัน LG ThinQ อีกด้วย
ในด้านพรีเซ็นเตอร์ ปี 2569 LG ใช้คนดังสองชั้นในการเล่าเรื่องแบรนด์ คือในงาน LG AI Experience 2026 มี พุฒ-พุฒิชัย และ จุ๋ย-วรัทยา ร่วมถ่ายทอดประสบการณ์บ้านอัจฉริยะ ขณะที่ฝั่งระบบปรับอากาศของแบรนด์ LG Thailand ยังประกาศเปิดตัว เจฟ ซาเตอร์ เป็นพรีเซ็นเตอร์คนใหม่ของระบบปรับอากาศแอลจีผ่านช่องทางทางการของแบรนด์ด้วย
Samsung
การลงตลาดของ Samsung ในตลาดแอร์ได้สื่อสารผ่านจุดแข็งของ SmartThings และ AI Energy มาทำให้แอร์กลายเป็นส่วนหนึ่งของบ้านอัจฉริยะ พร้อมกับเปิดตัวแอร์โมเดลใหม่ Bespoke AI WindFree Pro ที่มีดีไซน์ Grid Design เพื่อให้เครื่องปรับอากาศเป็นหนึ่งในของตกแต่งบ้าน และเปิดตัว Free Joint Multi (FJM) โซลูชันระบบปรับอากาศที่ออกแบบมาเพื่อเพิ่มอิสระการวางระบบในพื้นที่จำกัด
และดูแลหลังการขายด้วยการเปิดบริการ Next Day Service ให้บริการซ่อมแอร์ภายใน 1 วัน เพื่อเสริมความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าอีกทางหนึ่ง
Comfee’
Comfee’ เป็นหนึ่งในผู้เล่นหน้าใหม่ที่เข้ามาในฐานะแบรนด์ที่เน้นความคุ้มค่า ดีไซน์ทันสมัย และฟังก์ชันใช้งานง่าย เพื่อเจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ คนเริ่มแต่งบ้าน หรือผู้บริโภคที่มองหาแอร์อินเวอร์เตอร์ในราคาเข้าถึงง่าย
โดย Comfee’ ได้เปิดตลาดพร้อมฟีเจอร์อย่าง Internet Control, โหมดประหยัดพลังงาน, ระบบทำความสะอาดตัวเอง และฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 ที่พยายามเติมช่องว่างระหว่างแบรนด์ใหญ่ราคาเอื้อมยาก กับแบรนด์คุ้มค่าที่ต้องทำให้ผู้บริโภครู้สึกว่า “ทั้งน่าใช้และน่าเชื่อถือ” มากขึ้น ผ่านจุดขายช่องทางออนไลน์เป็นหลัก เพื่อลดต้นทุนของการผลักดันสินค้าผ่านหน้าร้านในรูปแบบออฟไลน์
เพราะตลาดแอร์ปี 2569 ไม่ได้แข่งแค่เรื่องราคา แต่เป็นการแข่งผ่านนวัตกรรม ความคุ้มค่า ภาพลักษณ์ ไลฟ์สไตล์ สุขภาพ ระบบสมาร์ตโฮม และบริการหลังการขาย เพื่อทำให้แอร์กลายเป็นสินค้าที่มีความหมายมากกว่าแค่เครื่องทำความเย็น
Talk About Market FYI
ศัพท์กลยุทธ์ตลาดแอร์ 2569
1.Product Innovation Strategy
กลยุทธ์การใช้สินค้าใหม่หรือฟีเจอร์ใหม่เป็นตัวนำตลาด เพื่อทำให้แบรนด์มีเหตุผลใหม่ในการขาย เช่น AI, ระบบประหยัดไฟ, ฟอกอากาศ, สั่งงานด้วยเสียง หรือฟังก์ชันที่ตอบโจทย์การใช้งานเฉพาะทาง
เหมาะกับตลาดที่ผู้บริโภคเริ่มมองหาความต่างมากกว่าแค่ความเย็น
2.Value for Money Strategy
กลยุทธ์การสื่อสารความคุ้มค่าในระดับราคาที่เข้าถึงได้ โดยมักเน้นว่าได้เทคโนโลยีดี แบรนด์น่าเชื่อถือ และประหยัดไฟในราคาที่ไม่สูงเกินไป
เหมาะกับกลุ่มลูกค้าแมส หรือคนที่เปรียบเทียบหลายแบรนด์ก่อนตัดสินใจซื้อ
3.Premium Positioning Strategy
กลยุทธ์การวางแบรนด์ให้ดูพรีเมียมขึ้น ไม่แข่งด้วยราคาตรงๆ แต่ขายเรื่องคุณภาพ เทคโนโลยี ดีไซน์ ความน่าเชื่อถือ และประสบการณ์ใช้งาน
เหมาะกับลูกค้าที่มีกำลังซื้อสูงขึ้น และต้องการสินค้าที่สะท้อนคุณภาพชีวิต
4.Brand Positioning Strategy
กลยุทธ์การวางภาพจำของแบรนด์ให้ชัด ว่าแบรนด์นี้เด่นเรื่องอะไร เช่น เทคโนโลยี ความใส่ใจผู้ใช้ ความคุ้มค่า หรือภาพลักษณ์ระดับโลก
เหมาะกับตลาดที่มีผู้เล่นจำนวนมาก เพราะช่วยให้ผู้บริโภคจำแบรนด์ได้ง่ายขึ้น
5.Lifestyle Marketing Strategy
กลยุทธ์ที่ไม่ได้ขายแค่ตัวสินค้า แต่ขายการเชื่อมโยงกับวิถีชีวิต เช่น บ้านยุคใหม่ ความสะดวกสบาย การดูแลสุขภาพ การใช้ชีวิตแบบสมาร์ต หรือการตกแต่งบ้าน
เหมาะกับผู้บริโภครุ่นใหม่ที่เลือกสินค้าจากความเข้ากันกับไลฟ์สไตล์
6.Smart Home / Ecosystem Strategy
กลยุทธ์เชื่อมสินค้าเข้ากับแอป บ้านอัจฉริยะ หรืออุปกรณ์อื่นในบ้าน เพื่อเพิ่มมูลค่าของสินค้าและทำให้ลูกค้าอยู่ในระบบของแบรนด์มากขึ้น
เหมาะกับบ้านที่เริ่มใช้สมาร์ตดีไวซ์ และผู้บริโภคที่ต้องการควบคุมทุกอย่างผ่านแพลตฟอร์มเดียว
7.Energy Saving Communication Strategy
กลยุทธ์สื่อสารเรื่องประหยัดไฟเป็นจุดขายหลัก เพราะค่าไฟกลายเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจซื้อ
เหมาะกับช่วงที่ผู้บริโภคกังวลเรื่องค่าครองชีพ และต้องการความคุ้มค่าในระยะยาว
8.Health & Air Quality Strategy
กลยุทธ์ที่ขยายบทบาทของแอร์จาก “ให้ความเย็น” ไปสู่ “ดูแลคุณภาพอากาศ” เช่น ฟอกอากาศ ลดฝุ่น ดูแลความสะอาดภายในเครื่อง
เหมาะกับผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพ ครอบครัวเมือง และบ้านที่กังวลเรื่องฝุ่นหรือภูมิแพ้
9.Design-Led Marketing Strategy
กลยุทธ์ใช้ดีไซน์เป็นส่วนหนึ่งของการขาย ทำให้แอร์ไม่ใช่แค่เครื่องใช้ไฟฟ้า แต่เป็นส่วนหนึ่งของบ้านและภาพลักษณ์การอยู่อาศัย
เหมาะกับกลุ่มคนแต่งบ้าน คอนโด บ้านสมัยใหม่ และลูกค้าที่มองเรื่องความสวยงามควบคู่ฟังก์ชัน
10.Celebrity / Presenter Marketing Strategy
กลยุทธ์ใช้พรีเซ็นเตอร์หรือแบรนด์แอมบาสเดอร์ช่วยสร้างการรับรู้ ตอกย้ำภาพลักษณ์ และขยายฐานลูกค้าไปยังคนรุ่นใหม่หรือแฟนคลับ
เหมาะกับตลาดที่การแข่งขันสูงและสินค้ามีคุณสมบัติใกล้เคียงกัน
11.After-Sales Service Strategy
กลยุทธ์ใช้บริการหลังการขายเป็นจุดสร้างความมั่นใจ เช่น บริการติดตั้ง การล้างแอร์ การซ่อมเร็ว หรือการรับประกัน
เหมาะกับสินค้าประเภท Durable Goods ที่ผู้บริโภคไม่ได้ดูแค่ตอนซื้อ แต่ดูความสบายใจหลังซื้อด้วย
12.Market Segmentation Strategy
กลยุทธ์แยกการสื่อสารหรือออกสินค้าให้ตอบโจทย์คนแต่ละกลุ่มชัดขึ้น เช่น กลุ่มแมส กลุ่มพรีเมียม กลุ่มคนรุ่นใหม่ หรือกลุ่มบ้านอัจฉริยะ
เหมาะกับตลาดที่ไม่ได้มีลูกค้าแบบเดียว และต้องการเล่นหลายเซ็กเมนต์พร้อมกัน
13.Challenger Brand Strategy
กลยุทธ์ของแบรนด์ผู้เล่นหน้าใหม่ที่เข้ามาแข่งขันในตลาดใหญ่ด้วยการหาช่องว่างของตลาด เลือกเล่นในมุมที่เจ้าตลาดยังไม่ได้ครองชัด เช่น ราคาเข้าถึงง่าย ภาพลักษณ์สดใหม่ หรือการจับกลุ่มลูกค้ารุ่นใหม่
เหมาะกับแบรนด์ที่ยังไม่ใช่เจ้าตลาด แต่ต้องการสร้างที่ยืนของตัวเองอย่างรวดเร็ว
14.Digital-First / Online-First Strategy
กลยุทธ์ที่ใช้ช่องทางออนไลน์เป็นแกนหลักของการสื่อสารและการขาย เพื่อเข้าถึงลูกค้าได้เร็วขึ้น ใช้งบมีประสิทธิภาพ และเหมาะกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่ค้นหาและซื้อสินค้าผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล
เหมาะกับแบรนด์ที่จับกลุ่มคนรุ่นใหม่ หรือแบรนด์ที่ต้องการเติบโตผ่านอีคอมเมิร์ซและออนไลน์เป็นหลัก