ตลาดสัตว์เลี้ยงในประเทศไทย เป็นหนึ่งตลาดที่มีอัตราการเติบโตต่อเนื่องทุกปี จากคนไทยที่นิยมเลี้ยงสัตว์เลี้ยงเพิ่มขึ้น และยังให้ความสำคัญกับสัตว์เลี้ยงเป็นหนึ่งในสมาชิกครอบครัว
แนวโน้มนี้ส่งผลให้ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิต สุขภาพ และการดูแลสัตว์เลี้ยงมากขึ้นอย่างชัดเจน โดยเฉพาะกลุ่ม Pet Parent ที่มีการใช้จ่ายเพื่อสัตว์เลี้ยงมากถึง 50,000 บาทต่อตัวต่อปี สูงกว่ากลุ่มที่เลี้ยงสัตว์ทั่วไปที่มีค่าใช้จ่าย 8,000 บาทต่อตัวต่อปี
โดยในปี 2567 ตลาดสัตว์เลี้ยงมีมูลค่าประมาณ 69,000 ล้านบาท และมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง จนในปี 2569 VetSynova คาดการณ์ว่ามูลค่าตลาดจะมีมูลค่ารวม 100,000 ล้านบาท
การเติบโตของตลาดสัตว์เลี้ยง มาพร้อมกับการแข่งขัน และความเข้มข้นที่เพิ่มสูงขึ้น ข้อมูลจาก VetSynova พบว่าในวันนี้มีผู้เข้าร่วมแข่งขันในธุรกิจสัตว์เลี้ยงมากกว่า 400 ราย เติบโตจากช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ที่มีไม่ถึง 100 ราย ประกอบกับตลาดมีการเติบโตลดลง จากเดิมเติบโตมากถึง 17-28% ในช่วงโควิด เป็นเฉลี่ย 5-10% ในปัจจุบัน จากการชะลอตัวของเศรษฐกิจ และจำนวนเจ้าของสัตว์เลี้ยงและกำลังซื้อโตตามไม่ทัน บนต้นทุนการผลิตที่เพิ่มสูงขึ้น
นอกจากนี้ผลการวิจัยตลาดของเว็ทซินโนว่าในปี 2568 ยังพบว่าปัจจุบันเจ้าของสัตว์เลี้ยงให้ความสำคัญกับการเลือกซื้อสินค้าสัตว์เลี้ยงผ่านราคาที่สมเหตุสมผล คุ้มค่าเงิน มากที่สุดถึง 90% ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงจากปี 2567 ที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพก่อนราคา
เมื่อความท้าทายมาพร้อมกับการแข่งขันที่เพิ่มสูงขึ้น แต่ VetSynova กลับมามองตลาดสัตว์เลี้ยงยังมีโอกาสที่จะเติบโตอย่างก้าวกระโดดด้านรายได้ โดย น.สพ.มนัยธร เสริบุตร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท เว็ทซินโนว่า จำกัด วางเป้าหมายว่าในปี 2569 จะสามารถสร้างรายได้มากถึง 700 ล้านบาท ที่เพิ่มจากปีที่ผ่านมา ที่ทำได้ 420 ล้านบาท และภายใน 3 ปี เพิ่มรายได้เป็น 1,000 ล้านบาท พร้อมพาตัวเองติดนามสกุลมหาชน
การเติบโตที่ก้าวกระโดดนี้ VetSynova ได้วางกลยุทธ์ แนวทางการตลาด การสื่อสาร ขับเคลื่อนธุรกิจดังนี้
1.สร้างความแตกต่างของสินค้าด้วยนวัตกรรมตามหลักสัตวแพทย์
VetSynova ให้ความสำคัญกับการลงทุนด้าน R&D อย่างต่อเนื่อง โดยใช้งบกว่า 10 ล้านบาทต่อปี เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับ (Scientific Evidence) และผ่านการรับรองจากสัตวแพทย์
ตลอดจนพัฒนาสินค้าที่เชื่อมโยงกับไลฟ์สไตล์ของผู้เลี้ยงสัตว์ยุคใหม่ ไม่ใช่เพียงสินค้ารักษาโรค ไปพร้อม ๆ กับขยายเครือข่ายพันธมิตรทางวิชาการ และมหาวิทยาลัย เพื่อวิจัยและสร้างนวัตกรรม รวมถึงการให้ความรู้เพื่อส่งเสริมการดูแลด้วยรักตามหลักสัตวแพทย์ เพื่อตอบโจทย์การดูแลสุขภาพสัตว์เลี้ยง เพื่อให้มีชีวิตที่ยืนยาวและสุขภาพดี
ในปัจจุบัน VetSynova ประกอบด้วย 3 กลุ่มสินค้าหลัก เพื่อจับกลุ่มพรีเมียมแมส ได้แก่
–กลุ่มสินค้าสำหรับสัตวแพทย์ (Veterinary Therapeutic & Healthcare) ซึ่งประกอบด้วยแบรนด์หลัก เช่น VFCore, DeliSci, MicrocynAH, Dermacore, Zymox
–กลุ่มอาหารสัตว์เลี้ยงเพื่อสุขภาพ (Functional Pet Food)
–กลุ่มสินค้านวัตกรรมไลฟ์สไตล์สัตว์เลี้ยง (Pet Lifestyle Innovation) โดยมีแบรนด์ VFCore อาหารเสริมสัตว์เลี้ยงที่สัตวแพทย์แนะนำสำหรับทั้งสุนัขและแมว และแบรนด์ DeliSci อาหารประกอบการรักษาโรคและอาหารเพื่อสุขภาพ เป็น 2 แบรนด์เรือธงที่ขับเคลื่อนการเติบโตของธุรกิจ
2.สร้างตลาดผ่าน B2B ผ่านเครือข่ายโรงพยาบาล คลินิก และร้าน Pet Shop
เนื่องจากสินค้าของ VetSynova เน้นการดูแลสุขภาพเป็นหลัก การขับเคลื่อนสินค้าไปยังมือเจ้าของสัตว์เลี้ยงจึงใช้ช่องทาง B2B (Business to Business) ไปยังโรงพยาบาลสัตว์ คลินิก และร้าน Pet Shop เป็นหลัก
และ Talk About Market มองว่าการทำตลาดแบบ B2B ยังเป็นการสร้างความน่าเชื่อถือให้กับแบรนด์ผ่านคำแนะนำจากสัตวแพทย์ ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการตัดสินใจของเจ้าของสัตว์เลี้ยง ช่วยลดความกังวลในการเลือกสินค้า และเสริม Brand Trust ได้เป็นอย่างดี
เนื่องจากการวิจัยของ VetSynova ในปี 2568 พบว่า 33-35% เชื่อในสินค้าที่สัตวแพทย์แนะนำ และมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รับรอง (Scientific Evidence)
และอาหารสัตว์เลี้ยง หนึ่งในสินค้าหลักของ VetSynova เป็นตลาดที่มี Brand Loyalty สูง จากความกังวลของเจ้าของสัตว์เลี้ยงจำนวนมากที่ไม่ต้องการเปลี่ยนแบรนด์อาหาร เพราะกังวลว่าสัตว์เลี้ยงของตนอาจไม่ชอบ หรืออาจส่งผลต่อสุขภาพ ทำให้การตัดสินใจเลือกแบรนด์หนึ่งแล้ว มักเกิดการซื้อซ้ำอย่างต่อเนื่องในระยะยาว
นอกจากนี้การทำธุรกิจแบบ B2B ยังช่วยสร้างรายได้ให้กับ VetSynova ได้อย่างดี เนื่องจากการขายแบบ B2B เป็นการขายในรูปแบบล็อตใหญ่ที่มีการซื้อซ้ำอย่างต่อเนื่อง
3.สื่อสารการตลาดด้วย Emotion Connecting
แม้ที่ผ่านมาสินค้าในเครือ VetSynova จะเป็นที่รู้จักในกลุ่ม Pet Parents ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายหลัก แต่ในปีนี้ น.สพ.มนัยธร ต้องการขับเคลื่อนการรับรู้สู่ Top of Mind ในใจของ Pet Parents มากขึ้น
การสื่อสารการตลาดในปีนี้จึงเน้นการสร้างการรับรู้ในรูปแบบ Emotional Connection ผ่านแคมเปญ “Family Bonding Time” ที่ตั้งอยู่บนอินไซต์ว่า “เวลาของคนและสัตว์เลี้ยงไม่เท่ากัน” ทำให้ทุกช่วงเวลาที่อยู่ร่วมกันมีคุณค่า เพื่อต้องการสื่อสารไปยัง Pet Parents ว่า คุณภาพของเวลาที่อยู่ด้วยกัน เริ่มต้นจากการดูแลกันและเริ่มต้นจากสิ่งที่เราเลือกให้กับสัตว์เลี้ยง พร้อมสื่อสารผ่านภาพยนตร์โฆษณา 2 เรื่องสำหรับสุนัขและแมว เพราะมีพฤติกรรมที่แตกต่างกัน
นอกจากนี้ยังแต่งตั้ง โต๋-ศักดิ์สิทธิ์ เวชสุภาพร แบรนด์พรีเซนเตอร์ เพื่อส่งต่อความรู้สึกอบอุ่นและความผูกพันระหว่างเจ้าของกับสัตว์เลี้ยง เนื่องจากภาพลักษณ์โต๋ เป็นคนอบอุ่น รักครอบครัว และมีฐานแฟนคลับจำนวนมาก และมีความสามารถในการร้อง ดนตรี และแต่งเพลง
ซึ่ง โต๋ ถือเป็นพรีเซนเตอร์คนที่สองของ VetSynova หลังจากที่เคยแต่งตั้ง นนกุล-ชานน สันตินธรกุล ได้รับการแต่งตั้งเป็นพรีเซนเตอร์คนแรก เพื่อเป็นตัวแทนสื่อสารให้กับแบรนด์ VFCore อาหารเสริมแมวเลีย ในปี 2566
4.Music Marketing สร้างการจดจำ
นอกเหนือจากการแต่งตั้งโต๋ เป็นแบรนด์พรีเซนเตอร์ VetSynova ยังสื่อสารผ่านกลยุทธ์ Music Marketing ผ่านเพลงพิเศษ “ดูแลตลอดไป” ที่โต๋ เป็นผู้ถ่ายทอดทั้งคำร้องและทำนอง
พร้อมเปิดตัว Music Video เวอร์ชัน Pet Friendly ที่ออกแบบมาเพื่อให้สัตว์เลี้ยงสามารถรับชมร่วมกับเจ้าของได้อย่างมีความสุข
5.เดินเกมรุกตลาดต่างประเทศ ขับเคลื่อนการเติบโต
ในปีที่ผ่านมาเป็นปีที่ VetSynova บุกตลาดต่างประเทศอย่างจริงจัง จากการเข้าทำตลาดใน 7 ประเทศ ประกอบด้วย สหรัฐอเมริกา นิวซีแลนด์ ฮ่องกง สิงคโปร์ มาเลเซีย เวียดนาม ลาว และในปีนี้ตั้งเป้าขยายเพิ่มอีก 4 ประเทศ ได้แก่ อินเดีย ปานามา ญี่ปุ่น และอินโดนีเซีย
พร้อมกับรุกตลาดสหรัฐอเมริกาให้มากขึ้น จากการมองเห็นโอกาสของตลาดสัตว์เลี้ยงในสหรัฐฯ ที่มีขนาดใหญ่กว่าไทย 30-40 เท่า และถ้าสามารถเจาะตลาดนี้ได้สำเร็จจะสามารถเปลี่ยนบทบาท VetSynova ไปสู่การเป็นแบรนด์นวัตกรรมสัตวแพทย์ระดับโลกได้
อย่างไรก็ดี ในวันที่ตลาดเริ่มโตช้าลง และผู้บริโภคคิดมากขึ้นก่อนใช้เงิน เกมของ VetSynova จึงไม่ใช่แค่การ “ทำของดี” แต่ต้องทำให้ “ของดีนั้นคุ้มค่าในสายตาลูกค้า” ให้ได้จริง
เพราะสุดท้ายแล้ว แบรนด์ที่จะชนะในตลาดสัตว์เลี้ยงวันนี้ ไม่ใช่แบรนด์ที่พรีเมียมที่สุด แต่คือแบรนด์ที่ทำให้เจ้าของสัตว์เลี้ยง “รู้สึกว่าจ่ายแล้วไม่ลังเล”