สกสว.สานพลังภาคีวิจัยร่วมโชว์ ผลงานเด่นของกองทุน ววน. ที่สร้างผลกระทบแก่ประเทศอย่ างเป็นรูปธรรมใน 4 เสาหลัก และความสำเร็จเชิงยุทธศาสตร์ ของแผนด้าน ววน. ที่นำพาประเทศให้ก้าวหน้า พร้อมเปิดตัว “วท.กห.” ในฐานะหน่วยให้ทุนใหม่ด้ านความมั่นคง
ศ. ดร.สมปอง คล้ายหนองสรวง ผู้อำนวยการสำนั
ผู้อำนวยการ สกสว. ระบุว่า ผลงานของกองทุน ววน. ไม่ใช่เพียงการรายงานตัวเลข แต่พิสูจน์ให้เห็นว่า “การลงทุนในความรู้” สามารถเปลี่ยนโฉมหน้ าของประเทศได้อย่างไร ตั้งแต่ปี 2563-2568 กองทุน ววน. ได้รับการจัดสรรงบประมาณรวมทั้ งสิ้น 101,285.97 ล้านบาท โดยมุ่งผลลัพธ์เป็นหลักเพื่ อเปลี่ยนทุกภาษีของประชาชนให้ กลายเป็นคุณค่าที่เป็นรูปธรรม สร้างมูลค่าการนำผลงานวิจั ยไปใช้ประโยชน์จริง เกิดผลกระทบทั้งในมิติเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อมเฉลี่ยสูงถึ ง 3.57 เท่า ยกตัวอย่ างจากงบประมาณแผนงานขนาดใหญ่ 7 พันล้านบาท สามารถสร้างผลตอบแทนได้มากกว่า 25,000 ล้านบาท ส่วนในมุมของสังคมและสิ่งแวดล้ อมมีทั้งการรับมือภัยพิบัติ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ปัญหาสังคม สังคมสูงวัย การแก้ปัญหาความยากจนในพื้นที่
ความสำเร็จของแผน คือ “ววน. ที่จะพาประเทศไทยชนะ” โดยเส้นทางความสำเร็จของกองทุน ววน. จากความร่วมมือของหน่วยบริ หารและจัดการทุน ได้แก่ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) หน่วยบริหารและจัดการทุนด้ านการเพิ่มความสามารถในการแข่ งขันของประเทศ (บพข.) หน่วยบริหารและจัดการทุนด้ านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) หน่วยบริหารและจัดการทุนด้ านการพัฒนากำลังคน และทุนด้านการพัฒนาสถาบันอุดมศึ กษา การวิจัยและการสร้างนวัตกรรม (บพค.) สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) (สวก.) สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (สนช.) ศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิ ทยาศาสตร์ และสถาบันวัคซีนแห่งชาติ รวมทั้งสิ้น 8 เส้นทาง จาก 13 แผน โดยเน้น 4 เสาหลัก ประกอบด้วย
เสาที่ 1 ความสามารถในการแข่งขัน ได้แก่ เส้นทาง “ไทยก้าวสู่อนาคตอาหารโลกด้วยผู้ ประกอบการนวัตกรรม” ประกอบด้วย ธุรกิจฐานนวัตกรรมด้านอาหารแห่ งอนาคต อาหารเพื่อสุขภาพ อาหารทางการแพทย์ อาหารพื้นถิ่นสู่สากล อาหารฮาลาล และผลไม้มูลค่าสูงที่มีมูลค่ าการขายและส่งออกเพิ่มขึ้น “ผู้ประกอบการนวัตกรรมพลังงาน- ชีวภาพ พาประเทศสู่สังคมคาร์บอนต่ำ”
ได้แก่ นวัตกรรมทางเลือกและการจั ดการพลังงาน การสร้างมูลค่าการผลิตพลั งงานสะอาด พลังงานหมุนเวียนและพลังงานชี วภาพโดยผู้ประกอบการในประเทศเพิ่ มขึ้น และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก “ประเทศไทยชนะอนาคตด้วย AI-EV-ธุรกิจนวัตกรรม” เช่น เครื่องสแกนใบหน้าสามมิติคุ ณภาพสูงเพื่อช่วยให้การสื่ อสารระหว่างคนไข้กับแพทย์มี ประสิทธิภาพ ชัดเจนและง่ายขึ้น SeaTrue CURRENT ปฏิวัติระบบการเลี้ยงกุ้งแบบแม่ นยำบนปลายนิ้วสัมผัสด้ วยการตรวจสอบแบบเรียลไทม์ และการให้อาหารที่แม่นยำ การพัฒนารถจักรยานยนต์ไฟฟ้าอั จฉริยะและแบตเตอรี่แพ็ค ระบบระบายความร้อนมอเตอร์ไฟฟ้ าสมรรถนะสูง เป็นต้น
ความสำเร็จของเสาแรกทำให้เกิ ดผลกระทบเชิงเศรษฐกิจที่มีมูลค่ ากว่า 1 พันล้านบาท เกิดตลาดใหม่และผลิตภัณฑ์เขียว เพิ่มมูลค่าวัสดุเหลือทิ้ งทางการเกษตรสูงถึงร้อยละ 80 ลดการนำเข้าและสร้างรายได้ ในประเทศ รวมถึงเกิดผลกระทบเชิงยุ ทธศาสตร์ที่เปลี่ยนภาพลักษณ์ ประเทศจากครัวไทยสู่ครัวโลก เป็น “ศูนย์กลางนวัตกรรมอาหารแห่ งอนาคต” โดยมี ววน. เป็นเครื่องมือสร้างอุ ตสาหกรรมใหม่อย่างเป็นรูปธรรม ปัจจุบันมีสตาร์ทอัพกว่า 2,100 ราย และก้าวสู่ระดับโลกแล้วประมาณ 200 ราย
เสาที่ 2 การแพทย์และระบบสุขภาพ ได้แก่ เส้นทาง “นวัตกรรมการแพทย์เพื่อความแม่ นยำ ขับเคลื่อนไทยสู่การรักษาแห่ งอนาคต” เช่น การวิจัยและพัฒนาวัคซีนโควิด HXP-GPOVac ด้วยเทคโนโลยีไข่ไก่ฟัก วัคซีนป้องกันมะเร็งปาดมดลูก HPV9v การผลักดันเครื่องมือแพทย์เข้ าสู่บัญชีนวัตกรรมและสิทธิ ประโยชน์ สปสช. สารสกัดสมุนไพรพรมมิที่มียอดขาย 150 ล้านบาท/ปี และขยายไปตลาดอาเซียน “ยกระดับความมั่นคงทางสุ ขภาพไทยด้วยข้อมูลพันธุ กรรมและการแพทย์แม่นยำ” เกิดเครือข่ายสถาบันวิจัยทางคลิ นิก 41 แห่ง ภายใต้ศูนย์ทรัพยากรชีวภาพแห่ งชาติ ศูนย์บริการทดสอบทางการแพทย์จี โนมิกส์ ศูนย์ข้อมูลจีโนมแห่งชาติ และผู้ประกอบการธุรกิจเอกชน
ผลกระทบเชิงเศรษฐกิจและสังคม คือ ลดการนำเข้าอุปกรณ์และเวชภัณฑ์ อย่างมีนัยสำคัญ สร้างรายได้ให้ ประเทศและเอกชนหลายร้อยล้านบาท เช่น เท้าเทียมสร้างรายได้ให้ เอกชนกว่า 8 ล้านบาท รากฟันเทียมและถุงทวารเทียมเข้า สปสช. ช่วยประหยัดเงินได้กว่า 125 ล้านบาท นอกจากนี้ยังเพิ่มการเข้าถึงบริ การสุขภาพที่ตรวจเร็ว แม่นยำ ลดภาระแพทย์ เช่น ชุดตรวจคัดกรองพยาธิใบไม้ตั บแบบเร็ว (OV Antigen Rapid Test Kit: OV-ATK) ใช้ได้จริงทั่ วประเทศและขยายผลสู่ สปสช. รวมถึงการให้บริการอ่านภาพถ่ ายรังสีเอกซเรย์ทรวงอกด้ วยระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI Chest X-ray) เพื่อคัดกรองโรคปอด ได้บรรจุเข้าชุดสิทธิประโยขน์ สปสช. ให้ใช้ในโรงพยาบาล 167 แห่ง สร้างรายได้ประมาณ 55 ล้านบาท ส่วนผลกระทบเชิงระบบเปลี่ ยนจากการพึ่งพาเป็น “การพึ่งพาตนเอง” โดยมี ววน. เป็นฐานของความมั่งคงทางสุ ขภาพในระยะยาว
เสาที่ 3 การลดความยากจนและความเสมอภาค ได้แก่ เส้นทาง “จากความยากจนสู่โอกาสใหม่ด้ วยวิทยาศาสตร์ นวัตกรรม และพลังพื้นที่” (กลุ่มจังหวัดชายแดนใต้ กลุ่มจังหวัดร้อยแก่นสารสินธุ์ และกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน) เช่น การพัฒนาแพลตฟอร์มคนจนที่ปักหมุ ดการเปลี่ยนแปลงด้วยข้อมูล เทคโนโลยี และชุมชน สร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจฐานราก คือ รายได้ครัวเรือนยากจนเพิ่มขึ้ นประมาณร้อยละ 15-20 เกิดอาชีพใหม่จากเกษตรมูลค่าเพิ่ ม การแปรรูป และเศรษฐกิจชุมชน ลดต้นทุนและเพิ่มผลิตภาพด้ วยเทคโนโลยีที่เหมาะสม ขณะที่ด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม ช่วยลดความเหลื่อมล้ำเชิงพื้นที่ ชุมชนเป็นเจ้าของการพัฒนา เชื่อมการแก้จนกับสิ่งแวดล้อม ภัยพิบัติและสังคมสูงวัย และใช้วิทยาศาสตร์สนับสนุ นนโยบายสิ่งแวดล้อม
เสาที่ 4 ศักยภาพของกำลังคนและสถาบั นความรู้ ได้แก่ เส้นทาง “เทคโนโลยีขั้นแนวหน้าสู่การแก้ ปัญหาระดับโลก” เช่น การวิเคราะห์ชนิดทางเคมีทำให้ เข้าใจกลไกการปนเปื้อนและประเมิ นระดับความเป็นพิษของสารหนูนำสู่ การออกแบบกลไกการแก้ไขปัญหา และใช้ข้อมูลวิทยาศาสตร์สนับสนุ น กมธ. กำหนดมาตรการแก้ไขปัญหาสารหนู ปนเปื้อนในแม่น้ำอย่างเหมาะสม เพื่อลดความเสี่ยงจากผลกระทบด้ านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ รวมถึงสร้างความร่วมมือกับจี นและเกาหลีใต้เพื่อถ่ายทอดองค์ ความรู้ สร้างมาตรฐาน แลกเปลี่ยนกำลังคน ยกระดับสถาบันสู่ศูนย์ กลางการให้บริการวิจัยขั้ นแนวหน้า การวิจัยด้านวัสดุขั้นสูงด้ วยเทคนิค In-situ/operando ระดับอะตอม เพื่อสนับสนุนยุทธศาสตร์ด้านพลั งงานสะอาดและสิ่งแวดล้อม
“เปลี่ยนอนาคตประเทศ” ได้แก่ การพัฒนาบุคลากรวิจัยและนวั ตกรรม เส้นทางอาชีพ โดยมีบุคลากรทักษะสูงจากศูนย์ รวมผู้เชี่ยวชาญและศูนย์ กลางความรู้กว่า 300 คน มีเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญทั้ งไทยและต่างชาติกว่า 600 คน และบุคลากรที่ร่วมภาคีเครือข่ ายชั้นนำของโลก 51 คน นอกจากนี้ยังพัฒนากำลังคนสำหรั บอุตสากรรมอนาคต การเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติ ทางธรรมชาติ เช่น การใช้ฐานข้อมูลด้านภูมิ สารสนเทศปัญญาประดิษฐ์แก่นักศึ กษาและนักวิจัยในพื้นที่ เปลี่ยนพื้นที่ประสบภัยให้เป็ นห้องเรียนเสมือนจริง การใช้เทคโนโลยีเก็บข้อมูลเชิ งลึกเพื่อย้อนตรวจสอบสภาพเมื องหลังน้ำลดและประเมินความเสี ยหายเชิงโครงสร้างอย่างเป็นระบบ การต่อยอดศูนย์ข้อมูลกลางภูมิ สารสนเทศเพื่อบริหารจัดการน้ำท่ วมหาดใหญ่ เป็นต้น
ผลกระทบเชิงเศรษฐกิจ ได้แก่ การเพิ่มผลิตภาพแรงงาน ลดต้นทุนการผลิตและการว่างงาน เพิ่มทักษะแรงงานขั้นสูง เกิดสตาร์ทอัพเชิงเทคโนโลยี ประเทศไทยขยับจากผู้ใช้ เทคโนโลยีเป็น “ผู้คิดค้นและออกแบบ ขณะที่ผลกระทบเชิงระบบทำให้ งานวิจัยขั้นแนวหน้าและโครงสร้ างพื้นฐานถูกใช้แก้ปัญหาจริ งของประเทศ และมีนโยบายสาธารณะที่ตั้งอยู่ บนฐานข้อมูลวิทยาศาสตร์ที่เชื่ อถือได้
ในโอกาสนี้ สกสว. ได้เปิดตัวหน่วยบริหารและจั ดการทุน (PMU) ใหม่ที่จะมาดูแลงานวิจัยด้ านความมั่นคงประเทศ โดย พล.ท.คม วิริยเวชกุล เจ้ากรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กลาโหม เปิดเผยว่า ที่ประชุมสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ ได้อนุมัติการจัดตั้งกรมวิ ทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกลาโหม (วท.กห.) สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม เป็นหน่วยงานในระบบวิจัยและนวั ตกรรมประเภทที่ (2) หน่วยงานด้านการให้ทุน ซึ่งมีเป้าหมายสำคัญเพื่อให้ โจทย์วิจัยด้านความมั่ นคงและการป้องกันประเทศตรงกั บความต้องการของกองทัพในฐานะผู้ ใช้งานจริง โดยมุ่งเน้นการบูรณาการงานวิจั ยด้านความมั่นคงให้มีทิ ศทางและเป็นเอกภาพ ลดความซ้ำซ้อน และมีการบริหารจัดการแบบครบวงจร รวมถึงวางเป้าหมายลดการพึ่ งพาการนำเข้าเทคโนโลยีและยุ ทโธปกรณ์จากต่างประเทศ
ทั้งนี้ เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปด้ วยความเรียบร้อย คณะ วท.กห. จึงได้เข้าพบผู้บริหาร สกสว. เพื่อหารือแนวทางการดำเนิ นงานและเตรียมความพร้อมในฐานะ PMU ความมั่นคง โดยเบื้องต้นกรอบการบริหารและจั ดการทุนน่าจะสอดคล้องกั บแผนการพัฒนาวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีป้องกันประเทศ เพื่อประโยชน์ด้านความมั่นคง และเสริมสร้างเศรษฐกิจของประเทศ โดยขอความร่วมมือและข้ อเสนอแนะจากทุกหน่วยงานในการปรั บโครงสร้าง กฎระเบียบ และระบบต่าง ๆ เพื่อให้ทำงานได้อย่างมีประสิ ทธิภาพ