เรื่องราวของ “สุรีย์พร” แบรนด์แป้งที่กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดดในตลาดบิวตี้ไทย เริ่มต้นจากผู้หญิงธรรมดาคนหนึ่งชื่อ อาย-ณัฐธิดา สิงห์โท จากอำเภอหนองหาน ผู้ที่นำชื่อแม่มาตั้งเป็นชื่อแบรนด์ เพราะอยากให้ชื่อของแม่อยู่ในทุกการเติบโตของชีวิต
ในวัยเพียง 23 ปี อายทำงานประจำที่โรงพยาบาลควบคู่ไปกับการไลฟ์ขายของ ภายใต้ชื่อ “มินิอายตันจัง” สไตล์การพูด การขาย และคาแรกเตอร์ที่เป็นเอกลักษณ์ทำให้คลิปของเธอเริ่มถูกแชร์มากขึ้น เสียงของเธอกลายเป็นที่จดจำ และชื่อของเธอก็เริ่มเป็นที่รู้จักในวงกว้าง
แต่ความดังนั้นก็พาเธอไปถึงจุดที่คาดไม่ถึง เมื่อวันหนึ่งหัวหน้าเรียกเธอเข้าไปคุย พร้อมบอกว่าสิ่งที่เธอกำลังทำ “ส่งผลเสียต่อองค์กร” และให้เลือก จะเลิกไลฟ์ขายของ หรือจะลาออกจากงานประจำ
จากคำพูดของหัวหน้า ถือเป็นจุดเริ่มต้นในธุรกิจสุรีย์พร เพราะเธอได้ตัดสินใจว่าจะขอออกจากงานประจำมาเส้นทางที่เธอต้องการ ซึ่งในเวลานั้นเธอบอกครอบครัวว่าอยากขอเวลา 1 ปี เพื่อพิสูจน์ว่าเส้นทางที่เลือก และการเป็นอาย มินิอายตันจัง “จะสามารถเลี้ยงครอบครัวได้จริง”
อายเริ่มทำแบรนด์สกินแคร์ในช่วงที่ตลาดกำลังเติบโตอย่างมากเมื่อสิบปีก่อน และเริ่มสร้างฐานผู้ติดตามจากคลิป, การไลฟ์ขายสินค้า จนพอยอดขายเริ่มขยับ เธอตัดสินใจเดินหน้าเต็มตัว และใช้วิธีลงมือทำทุกอย่างด้วยตัวเอง ไลฟ์เอง ขายเอง ทำคลิปเอง ดูแลสินค้าเอง และคิดทุกอย่างจากมุมของ “ลูกค้าที่ใช้จริง”
แต่เส้นทางของแบรนด์สุรีย์พรไม่ได้เริ่มต้นจากแป้งพัฟอย่างที่หลายคนรู้จัก เพราะสินค้าตัวแรกคือ “ลิปสติก” และเป็นสินค้าที่ประสบความสำเร็จขายดีจนหมดสต๊อก
ส่วนแป้งพัฟเป็นเพียงสินค้าตัวที่สองที่ทดลองสั่งมาทำตลาด โดยล็อตแรกเธอสั่งมาถึง 50,000 ตลับ ด้วยความหวังว่าจะเป็นสินค้าที่ช่วยต่อยอดธุรกิจ แต่ผลกลับไม่เป็นอย่างที่คิด จนแป้งกลายเป็นสินค้าค้างสต๊อกจำนวนมาก
จากสินค้าค้างสต๊อกในเวลานั้น ประกอบกับสินค้ากลุ่มลิปสติกขายดีจนผลิตไม่ทัน และเธอได้นำสต๊อกแป้งที่เหลือมาไลฟ์ขายแบบไม่มีอะไรจะเสีย เพราะไม่ต้องการให้ไลฟ์ขายสินค้าขาดหายไป และเกิดปรากฏการณ์ขายได้ 20,000 ตลับจากการไลฟ์ครั้งเดียว
และนั่นคือจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้วันนี้ “สุรีย์พร” ตัดสินใจยกเลิกการขายลิปสติกทั้งหมด แล้วหันมาทำตลาดด้วย “แป้ง” อย่างจริงจัง

นอกจากนี้สุรีย์พรยังพบกับจุดเปลี่ยนสำคัญอีกครั้งเกิดในช่วงโควิด-19 เมื่อผู้บริโภคอยู่บ้านและไม่แต่งหน้า ทำให้ยอดสั่งซื้อของตัวแทนหายไป
ซึ่งในเวลานั้นแบรนด์สุรีย์พรทำตลาดผ่านตัวแทนจำหน่ายทั้งหมด และตัวแทนหลายคนขอซัพพอร์ตการตลาด แต่เพราะแบรนด์ไม่มียอดขายเข้ามา เธอจึงไม่มีกำลังทรัพย์ที่จะซัพพอร์ตการตลาดได้
ทำให้ตัวแทนจำหน่ายพูดกับเธอว่า “อย่าลืมว่ามีวันนี้ได้เพราะเขา” คำพูดนั้นทำให้อายได้ตัดสินใจนำสินค้ามาขาย ขายเอง เพื่อเอาตัวรอด ซึ่งกลายเป็นก้าวแรกของเส้นทางการไลฟ์ขายแบบเต็มตัวที่สร้างตัวตนของเธอจนถึงวันนี้
แต่จุดเปลี่ยนของแบรนด์สุรีย์พรยังไม่หมด เพราะในช่วงเวลาหนึ่งแบรนด์ได้เผชิญกับกระแสลบครั้งใหญ่จากกรณีที่ทมีชาวเน็ตตัดคลิปในช่วงพิมรี่พายไลฟ์ขายและไม่พอใจสินค้า เพราะความผิดพลาดของทีมงาน
อายได้เลือกอธิบายเหตุการณ์แบบตรงไปตรงมาถึงสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นเพื่อให้คนดูคลิปเข้าใจในสินค้าและพิมรี่พาย เธอบอกว่าถ้าเป็นตัวเองก็คงไม่พอใจเช่นกัน
ซึ่งกระแสทางลบของแบรนด์กับพิมรี่พาย เป็นตัวจุดประกายให้ผู้เห็นคลิปพิมรี่พาย เข้ามาดูคลิปอธิบายเหตุการณ์ของเธอต่อ จนชื่อเสียงของแบรนด์เป็นที่รู้จักอย่างก้าวกระโดด และตามมาด้วยยอดขายสินค้าที่เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
การทำคลิปอธิบายด้วยความจริงใจ ยังช่วยให้ผู้บริโภคคลายความเข้าใจผิดในตัวสินค้า เช่น การทำคลิปพิสูจน์เพื่อพิสูจน์ความทนทานของแป้ง ที่สามารถโยนได้โดยแป้งไม่แตก เพราะแป้งสุรีย์พรออกแบบมาสำหรับการขายออนไลน์ที่ต้องเจอกับการโยนของพนักงานขนส่ง และเมื่อสินค้ามีปัญหาจะเปลี่ยนให้ทันที ซึ่งคลิปต่างๆ เหล่านี้ทำให้ผู้บริโภคจำนวนมากตัดสินใจลองใช้สินค้าด้วยเช่นกัน

นอกจากนี้จุดแข็งของแป้งสุรีย์พรไม่ได้อยู่ที่การตามเทรนด์ตลาด แต่คือความเข้าใจลูกค้าต่างจังหวัดที่ต้องการแป้ง “แมตต์ ปกปิด คุมมัน และเบาสบายเหมือนแป้งเด็ก” เพราะลูกค้ากลุ่มนี้มีปัญหาฝ้า กระ และความมัน ซึ่งเทรนด์ Glass Skin ผิวฉ่ำเงาไม่ตอบโจทย์
อายใช้ความเป็นแบรนด์ที่ผลิตสินค้าผ่านโรงงาน OEM 100% พัฒนาสูตรที่ไม่หนักหน้า เข้ามาเป็นจุดขายหลักของแป้งพัฟเช่นกัน
หลังจากแป้งพัฟประสบความสำเร็จ เธอขยายไลน์สู่คูชั่นตามเสียงเรียกร้องของลูกค้า เพราะก่อนหน้านั้นเคยทำรองพื้น แต่ไม่ขายไม่ดีเพราะเกลี่ยยาก ก่อนที่จะเปลี่ยนมทำคูชั่นที่ใช้ง่ายกว่า โดยคูชั่นสุรีย์พร ออกทำตลาดตั้งแต่สิงหาคม 2567 และมียอดขายสะสมแล้ว 2 ล้านชิ้น
และคูชั่นยังทำให้ฐานลูกค้าของสุรีย์พรขยายจากกลุ่มวัย 25–44 ปี ไปสู่ช่วงวัย 18–60 ปี เพราะ Gen Z นิยมคูชั่นมากกว่าแป้งพัฟอีกด้วย
สำหรับช่องทางจัดจำหน่ายในวันนี้แบรนด์สุรีย์พรจัดว่าเป็นแบรนด์ที่ประสบความสำเร็จกับช่องทางโซเชียลมีเดีย เช่นในการเป็นแบรนด์ที่เติบโตเร็วใน TikTok ถึงขั้นมีเจ้าหน้าที่ติดต่อมาดูแลโดยตรง และกลายเป็นแบรนด์ที่อยู่ใน TikTok Mall ด้วยยอดขายสะสมใน ที่ 4.9 ล้านชิ้น

ซึ่งการเติบโตนี้เกิดจากการลงมือทำทุกอย่างเอง ความสม่ำเสมอของการทำคอนเทนต์ และการสื่อสารแบบตรงไปตรงมาที่ทำให้ลูกค้ารู้สึกว่า “ผู้ขายจริงใจ” จนเกิดการซื้อซ้ำกว่า 52% ในรอบสามเดือนที่ผ่านมา
นอกจากนี้สุรีย์พรยังขยายช่องทางขายเข้าสู่โมเดิร์นเทรด เช่น เซเว่นอีเลฟเวน โลตัส บิวเทียม อีฟแอนด์บอย และ CJ ซึ่งทำให้แบรนด์ต้องแข่งขันกับแบรนด์ใหญ่ที่มีงบการตลาดสูง โดยอายเลือกใช้กลยุทธ์เดิมคือ “คอนเทนต์” ทำคลิป ทำไลฟ์ และสื่อสารให้ลูกค้ารู้ว่าสุรีย์พรมีขายทั้งออนไลน์และออฟไลน์ พร้อมรักษาฐานลูกค้าเก่าและสร้างลูกค้าใหม่ไปพร้อมกัน
สิ่งต่างๆ เหล่านี้ทำให้ยอดขายแป้งพัฟและคูชั่น ได้อย่างละมากถึงะ 100,000–200,000 ชิ้นต่อ พร้อมกับรายได้ที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง
จากข้อมูลของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าพบว่า บริษัท สุรีย์พร คอสเมติกส์ จำกัด เจ้าของแบรนด์สุรีย์พร มีผลประกอบการย้อนหลัง ดังนี้
ปี 2563 รายได้รวม 11.45 ล้านบาท กำไร 0.68 ล้านบาท
ปี 2564 รายได้รวม 28.73 ล้านบาท กำไร 1.31 ล้านบาท
ปี 2565 รายได้รวม 63.06 ล้านบาท กำไร 4.22 ล้านบาท
ปี 2566 รายได้รวม 154.88 ล้านบาท กำไร 1.67 ล้านบาท
ปี 2567 รายได้รวม 260.24 ล้านบาท กำไร 2.21 ล้านบาท
ขณะที่เป้าหมายของอายในปีนี้ คือการผลักดันแบรนด์ให้เติบโตถึง 500 ล้านบาท เพราะเธอเชื่อว่าตลาดบิวตี้ไทยยังไปได้อีกมาก เพราะผู้หญิงไทยมีถึง 40 ล้านคน และถ้าสามารถทำให้ 20 ล้านคนชอบสุรีย์พรได้ ก็ถือว่าสำเร็จแล้ว