ตลาดซูชิสายพานในประเทศไทยมีคู่แข่งมากขึ้น เมื่อ Hama Sushi แบรนด์ซูชิอันดับต้นๆ ในเครือ ZENSHO HOLDINGS ผู้นำธุรกิจอาหารยักษ์ใหญ่ในประเทศญี่ปุ่นได้เปิดตัวในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ สาขาแรกที่เซ็นทรัล ปิ่นเกล้า ชั้น 5 และสาขานี้ยังเป็นสาขาแรกในอาเซียน
เหตุผลที่เลือกประเทศไทยในการรุกตลาดอาเซียนเป็นครั้งแรก Tomoyoshi Nishijima กรรมการผู้จัดการ บริษัท เซนโช (ไทยแลนด์) จำกัด มองว่ามาจากศักยภาพของตลาดไทยที่มีโอกาสในการเติบโตจากความชื่นชอบของคนไทยที่มีต่อประเทศญี่ปุ่น และอาหารญี่ปุ่น
สำหรับศักยภาพอาหารญี่ปุ่นในประเทศไทย Talk About Market อ้างอิงจาก Phoenix Research พบว่าในปี 2568 มีมูลค่า 2,140 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 69,520 ล้านบาท และคาดการณ์ว่าจะเติบโตสูงถึง 3,460 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 112,360 ล้านบาท ในปี 2576 ซึ่งถือว่ายังมีโอกาสของการเติบโต
แต่ภายใต้โอกาสการเติบโตในประเทศไทย Hama Sushi ยังคงต้องเผชิญกับความท้าทายในตลาดจากคู่แข่ง เช่น Sushiro ที่มีสาขาอยู่มากถึง 40 สาขาในประเทศไทย และ Katsu Midori Sushi ที่เข้ามาเปิดสาขาปลายปี 2567 ที่ผ่านมา
ภายใต้การแข่งขันนี้ในฐานะน้องใหม่อย่าง Hama Sushi ได้วางเกมรุกตลาดในประเทศไทย ไว้ 3 ประการ เพื่อสร้างการเติบโตดังนี้
1.เปิดสาขานอก CBD (Central Business District) ที่มีศักยภาพ
Hama Sushi เลือกเปิดสาขาแรกในประเทศไทยที่เซ็นทรัล ปิ่นเกล้า และสาขาที่สองฟิวเจอร์ พาร์ค รังสิต ในวันที่ 30 มกราคม 2569 ซึ่งทั้งสองสาขาอยู่นอก CBD ทั้งสิ้น
Tomoyoshi Nishijima กรรมการผู้จัดการ บริษัท เซนโช (ไทยแลนด์) จำกัด ให้เหตุผลการเลือกเปิดสาขา ทั้งเซ็นทรัล ปิ่นกล้า และฟิวเจอร์ พาร์ค รังสิตมาจาก
เซ็นทรัล ปิ่นเกล้า เป็นศูนย์การค้าที่เพิ่งรีโนเวต ครั้งใหญ่ และมีกลุ่มเป้าหมายเป็นลูกค้าประจำที่มีกำลังซื้อ และตั้งอยู่ในทำเลที่มีศักยภาพของกรุงเทพโซนตะวันตก ส่วนฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต เป็นศูนย์การค้าขนาดใหญ่ที่มีศักยภาพ
และศูนย์การค้าทั้งคู่มีลูกค้าหลักเป็นคนไทย ซึ่งตรงกับเป้าหมายของ Hama Sushi ที่ต้องการจับกลุ่มลูกค้าคนไทยเป็นหลัก
นอกจากนี้ Talk About Market มองว่าการเลือกเปิดสาขาในทำเลนอก CBD ยังเป็นการลดการแข่งขันกับร้านอาหารญี่ปุ่นอื่นๆ ที่มักกระจุกตัวในโซนใจกลางเมือง เช่น อโศก ทองหล่อ หรือสยาม ซึ่งมีทั้งแบรนด์ใหญ่ แบรนด์เล็กที่มีขายเป็นของตัวเองจำนวนมาก
โดยการขยายสาขาของ Hama Sushi จะเน้นพื้นที่ 350-550 ตารางเมตร เป็นหลัก เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้า ในแต่ละพื้นที่

2.เน้นเสิร์ฟผ่านสายพานตรงถึงมือลูกค้า เพื่อความสดใหม่ และลด Food Waste
จุดเด่นของ Hama Sushi ที่แตกต่างจากคู่แข่งรายอื่นคือ การเป็นซูชิ สายพานแบรนด์แรกในประเทศไทย ใช้วิธีการให้ลูกค้างอาหารทั้งหมดผ่านแท็ปเลต หรือจากแถบหน้าจอ Lane Order ส่งไปยังเซฟเพื่อทำซูชิตามออเดอร์เสิร์ฟผ่านสายพานที่เป็นเส้นตรงถึงโต๊ะ แทนการวางซูชิหน้าต่างๆ อยู่บนสายพานเวียนให้ลูกค้าเลือกหยิบเหมือนร้านซูชิสายพานทั่วไป
ซึ่งวิธีการนี้ Tomoyoshi Nishijima ให้เหตุผลว่าเพื่อให้อาหารคงความสด และลด Food Waste ที่เหลือจากซูชิที่ค้างอยู่บนสายพานในเวลาที่นานเกินกำหนดอีกทางหนึ่ง
3.ความหลากหลายของเมนู และรสชาติโซยุ
เริ่มต้นในการเปิดตลาดไทย Hama Sushi นำเสนอผ่านเมนูซูชิ 75 เมนู และประกอบอื่นๆ ในราคาเริ่มต้นที่ 40 บาท ซึ่งเป็นราคาที่ใกล้เคียงคู่แข่ง
และสร้างความแตกต่างผ่านโซยุพิเศษให้เลือก 4 ชนิดบนโต๊ะ ได้แก่ โชยุดาชิสูตรพิเศษ โชยุยูซุพอนสึ (สไตล์ชิโกกุ) โชยุสาหร่ายคอมบุจากฮอกไกโด และโชยุรสเข้มข้น (สไตล์คันโต) ให้ลูกค้าได้เลือกจับคู่กับซูชิที่ชื่นชอบ และสำหรับผู้ที่ลดโซเดียมสามารถขอโซยุโซเดียมน้อยจากพนักงานได้
4.สร้างบรรยากาศแบบญี่ปุ่น
สาขา Hama Sushi ในไทยเน้นการออกแบบสร้างบรรยากาศแบบญี่ปุ่นแท้ๆ ด้วยการตกแต่งภายนอกร้านด้วยสวนญี่ปุ่นที่สงบและร่มรื่น ส่วนภายในออกแบบให้อบอุ่นและนั่งสบาย
อย่างไรก็ดี ในวันนี้ Hama Sushi ในประเทศไทยแม้เป็นก้าวแรกในตลาด แต่เชื่อว่า Hama Sushi จะเข้ามาเป็นทางเลือกที่น่าจับตามองในตลาดซูชิสายพานอีกแบรนด์หนึ่งอย่างแน่นอน
เพราะอย่างน้อย Hama Sushi มีสาขาทั่วเอเชียมากถึง 790 สาขา อยู่ในญี่ปุ่นกว่า 600 สาขา และมีสาขาในจีน ไต้หวัน และฮ่องกงอีกด้วย