nanyang Collab  - 1

กลับมาอีกครั้งกับการ Collab ของแบรนด์รองเท้า นันยาง มาในคราวนี้ได้จับมือกับโจอี้ ภูวศิษฐ์ เปิดตัวรองเท้าลิมิเต็ดอิดิชั่น รุ่น Nanyang Home พร้อมเปิดขายในรูปแบบพรีออเดอร์

 

การจับมือร่วมกับศิลปิน หรือแบรนด์ต่างๆ ของนันยางถือเป็นหนึ่งกลยุทธ์ที่เข้ามาสร้างสีสันให้แบรนด์ถูกพูดถึงผ่านเรื่องเล่าใหม่ๆ ที่มากกว่ารองเท้านักเรียนนันยาง และรองเท้าแตะช้างดาว

 

ซึ่งที่ผ่านมา นันยาง ได้นำกลยุทธ์ Collab มาใช้ตั้งแต่ปี 2558 เคยร่วมงานกับทั้งศิลปิน ดีไซเนอร์ แบรนด์แฟชั่น เกม ไปจนถึงแพลตฟอร์มบันเทิง เช่นรองเท้านันยางกับ ก้อย – นันทิรัตน์ สุวรรณเกต , แสตมป์–อภิวัชร, หมู–พลพัฒน์, Netflix เรื่องมัธยมซอมบี้, เกมออนไลน์ Free Fire, รองเท้าช้างดาว KFC,ห่านคู่ เป็นต้น

 

รวมถึงการเล่นกับกระแส Real-time Marketing เช่นนันยางเรด  รองเท้าช้างดาว จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย-มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, BLACKPINK, หมูเด้งเป็นต้น

 

การ Collab และการนำเสนอรองเท้ารุ่นต่างๆ ที่เกาะกระแส Real-time นอกเหนือจากการสร้างสีสันยังเป็นเครื่องมือที่นันยางใช้เป็นกลยุทธ์ในการเข้าถึงลูกค้าใหม่ๆ ซึ่งประกอบด้วย

 

1.ฉีกกฎฤดูกาล การขายสินค้าไม่ได้อยู่เพียงแค่ Back to School

ข้อจำกัดหนึ่งของธุรกิจรองเท้านักเรียน คือยอดขายมักจะกระจุกตัวพุ่งทะยานอยู่แค่ช่วงก่อนเปิดเทอมเท่านั้น โดยเฉพาะก่อนเปิดเทอมหนึ่งซึ่งเป็นฤดูการขายหลัก

 

ทำให้นันยางหันมาทำโปรเจกต์พิเศษในช่วงเวลาอื่นๆ ของปี เพื่อ สร้างกระแส ขยายฐานลูกค้าที่นอกเหนือจากนักเรียน เพื่อดึงเม็ดเงินจากยอดขายรองเท้าในช่วงเวลาอื่นๆ ได้โดยไม่ต้องนั่งรอปฏิทินการศึกษา

 

2.ปลุกพลัง Fandom Marketing เมื่อแฟนคลับคือผู้ขับเคลื่อนยอดขาย

พฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มแฟนคลับ มีแนวโน้มที่จะเปิดใจและพร้อมสนับสนุนแบรนด์ที่เลือกศิลปินคนโปรด หรือแบรนด์ที่ชอบมาเป็นตัวแทนเสมอ การจับมือกับโจอี้ ภูวศิษฐ์ ในปีนี้ หรือการร่วมมือกับศิลปิน หรือแบรนด์ต่างๆ ในอดีต ได้กลายเป็นหนึ่งในกลวิธีดึง “พลังแฟนคลับ” โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ ให้เข้ามามีส่วนร่วมกับแบรนด์โดยตรง เกิดเป็น Brand Loyalty ที่ส่งผ่านจากตัวศิลปิน หรือแบรนด์ที่ร่วม Collab มาสู่สินค้า

 

3.สร้างยอดขายด้วย FOMO Effect เปลี่ยนสินค้ากลายเป็นของอยากได้ หรือของสะสม

โปรเจกต์ Collab ของนันยางแทบทุกรุ่นจะใช้โมเดล ลิมิเต็ดอิดิชั่น ในจำนวนที่กำหนด หรือการเปิด Pre-order โดยไม่ผลิตซ้ำ เพื่อเข้ามาเล่นกับจิตวิทยาผู้บริโภคที่เรียกว่า FOMO (Fear of Missing Out) หรืออาการกลัวตกขบวน เมื่อรวมเข้ากับกระแสไวรัลในโซเชียลมีเดีย จึงทำให้สินค้ากลายเป็น “ของสะสม” ทันที โมเดลนี้นอกจากจะสร้างยอดขายแล้ว ยังทำให้แบรนด์มีความเสี่ยงเรื่องสต็อกสินค้าเหลือ จากการผลิตเท่ากับจำนวนการสั่งอีกด้วย

 

4.Brand Rejuvenation สลัดภาพจำเดิม เติมความป๊อป

ที่ผ่านมานันยางมีประวัติการร่วมงานกับศิลปิน แบรนด์ต่างๆ หรือการหยิบยกเรื่องราวที่ผู้บริโภคให้ความสนใจ หรืออยู่ในกระแสมาพัฒนาเป็นรองเท้า ไม่ว่าจะเป็นการเกาะกระแสฟุตบอลด้วย Nanyang RED ที่เกิดจากนันยางได้โพสต์ว่าถ้าลิเวอร์พูลได้แชมป์จะทำรองเท้าสีแดง, การจับมือกับตำนานเพื่อนร่วมรุ่นอย่าง ช้างดาว x ห่านคู่, การจับมือกับ แสตมป์ อภิวัชร์ เป็นรองเท้านันยางผ้ายีนส์, BLACKPINK เป็นช้างดาวพริ้ง, หมูเด้ง การเล่นกับความสนุกในช่วงสงกรานต์ที่คนส่วนใหญ่เกิดปัญหารองเท้ากินขา ด้วยการสื่อสารผ่านการ Collab  Nanyang x KFC และล่าสุดกับ โจอี้ ภูวศิษฐ์ นักร้องที่ได้รับความนินมในปัจจุบัน

 

ซึ่งทุกแคมเปญเป็นหนึ่งในการนำแบรนด์เข้าไปฝังตัวอยู่ใน Pop Culture หรือกระแสสังคมในขณะนั้นอย่างแนบเนียน ช่วยสลัดภาพ “รองเท้านักเรียน และรองเท้าแตะทั่วๆ ไป ให้กลายเป็น แฟชั่นไลฟ์สไตล์เข้าใจวัยรุ่น

 

อย่างไรก็ดี การ Collab ของนันยาง จึงไม่ใช่แค่การนำโลโก้มาแปะรวมกันแล้วจบ แต่คือการถอดรหัสพฤติกรรมผู้บริโภคที่โหยหาความแปลกใหม่ ต้องการพื้นที่แสดงตัวตนผ่านศิลปินที่รัก และแพ้ทางความลิมิเต็ด นันยางพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า อายุ 70 ปีเป็นเพียงตัวเลข หากแบรนด์รู้จักปรับตัวและสนุกไปกับยุคสมัย ก็สามารถเข้าไปนั่งอยู่ในใจผู้บริโภคยุคใหม่ได้ไม่ยากเลย

 

About The Author

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *