run - 1

หลังจากแว่นท็อปเจริญสร้างกระแสด้วยแคมเปญ “เดิน-วิ่ง แลกแว่น เพื่อสุขภาพ” การนำระยะทางจากการออกกำลังกายมาใช้เป็นเงื่อนไขแลกรางวัลไม่ได้หายไปพร้อมกับการจบแคมเปญ

 

ล่าสุดในเดือนสิงหาคม 2569 เราเริ่มเห็นแคมเปญเดิน-วิ่ง นี้ถูกนำไปใช้กับสินค้ามูลค่าสูงและบริการที่ต้องใช้เวลาในการตัดสินใจมากขึ้น ตั้งแต่คาร์ซีท รถเข็นเด็ก ไปจนถึงการทำเลสิก

 

สิ่งที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่เพียงกระแสเดิน -วิ่งแลกของ แต่สะท้อนว่าแบรนด์กำลังเปลี่ยน “ระยะทาง” ให้กลายเป็นคูปองส่วนลดรูปแบบใหม่

 

จากวิ่งแลกแว่น สู่การปลดล็อกสิทธิพิเศษ

จากแคมเปญของท็อปเจริญจัดขึ้นระหว่างวันที่ 25 มิถุนายน–31 กรกฎาคม 2569 เปิดให้ผู้บริโภคนำสถิติการเดินหรือวิ่งมาแลกรับสิทธิพิเศษ 3 ระดับ ตั้งแต่เดิน 5,000 ก้าวหรือวิ่ง 3 กิโลเมตร เพื่อรับเลนส์สายตาตัดแสงสะท้อนโดยมีค่าประกอบ ไปจนถึงเดิน 19,000 ก้าวหรือวิ่ง 11 กิโลเมตร เพื่อรับกรอบแว่นพร้อมเลนส์ตามเงื่อนไขที่กำหนด

 

แม้การใช้ระยะวิ่งแลกรางวัลไม่ใช่แนวคิดใหม่ เพราะก่อนหน้านั้นสยามพารากอนเคยจัดแคมเปญ “RUN MORE GET MORE” ให้ลูกค้านำระยะวิ่งมาแลกสินค้าและสิทธิพิเศษจากร้านค้าที่ร่วมรายการ แต่ท็อปเจริญทำให้กลยุทธ์นี้เห็นภาพชัดขึ้น พร้อมกับการดึงดูดให้ผู้บริโภคเข้ามาใช้บริการที่ร้านในท็อปเจริญอย่างต่อเนื่อง

 

ส่วนในเดือน สิงหาคม ได้มีแคมเปญตัวอย่างเดิน-วิ่ง แลกส่วนลดดังนี้

 

เซ็นทรัลให้วิ่งเพื่อปลดล็อกส่วนลด 50%

หนึ่งในตัวอย่างล่าสุดคือแคมเปญ “CENTRAL MOM MOMENTS” ของห้างเซ็นทรัล ระหว่างวันที่ 1–31 สิงหาคม 2569 โดยภายในแคมเปญมีโปรโมชันให้ผู้บริโภควิ่งสะสมระยะทางตั้งแต่ 8 กิโลเมตรขึ้นไปภายใน 24 ชั่วโมง เพื่อรับสิทธิ์ซื้อคาร์ซีทและรถเข็นเด็กแบรนด์ที่ร่วมรายการในราคาลด 50% เฉพาะรุ่นและเงื่อนไขที่กำหนด

 

สำหรับแคมเปญนี้ถือเป็นหนึ่งในกลยุทธ์ดึงดูดลูกค้าที่วางแผนซื้อคาร์ซีทหรือรถเข็นเด็กอยู่แล้ว ให้หันมาซื้อสินค้าที่ห้างเซ็นทรัล ผ่านส่วนลดจากการเดิน-วิ่งได้อีกทางหนึ่ง และยังเชื่อมต่อกับคมเปญวันแม่ เพิ่มโอกาสขายสินค้าอื่นในหมวดแม่และเด็กไปพร้อมกัน

 

EBH ให้ระยะวิ่งลดค่าทำเลสิก

อีกแคมเปญในเดือนนี้คือศูนย์เลสิก EBH โรงพยาบาลตากรุงเทพ ได้เปิดแคมเปญ “เดินวิ่ง แลก ลดเลสิก: Run for Clear Vision” ระหว่างวันที่ 1–31 สิงหาคม 2569

 

แคมเปญนี้เปิดให้ผู้ที่วิ่งสะสมครบ 5 กิโลเมตรได้รับส่วนลดเพิ่ม 5% ส่วนผู้ที่วิ่งครบ 10 กิโลเมตรได้รับส่วนลดเพิ่ม 10% จากราคาโปรโมชันเดิม สำหรับโปรแกรมแก้ไขสายตาที่ร่วมรายการ

 

ซึ่งแคมเปญนี้ได้สื่อให้เห็นว่าการวิ่งแลกรางวัลกำลังขยายจากสินค้าไปสู่ธุรกิจบริการสุขภาพที่มีราคาสูงและต้องใช้เวลาในการตัดสินใจมากกว่าสินค้าทั่วไป แม้ส่วนลดจากการวิ่งอาจไม่ได้ทำให้ผู้บริโภคตัดสินใจทำเลสิกทันที แต่สามารถเป็นจุดเริ่มต้นให้ผู้ที่สนใจอยู่แล้วติดต่อแบรนด์ นัดตรวจสายตา และเข้าสู่กระบวนการให้คำปรึกษาได้อีกทางหนึ่ง

 

ทำไมระยะทางจึงกลายเป็นเครื่องมือการตลาด

ในช่วงที่แทบทุกแบรนด์มีโปรโมชัน การลดราคาเพียงอย่างเดียวอาจไม่สามารถสร้างความสนใจได้มากพอ ทำให้การเพิ่มภารกิจเข้ามาช่วยเปลี่ยนส่วนลดธรรมดาให้กลายเป็นรางวัลที่ต้องพิชิต ผู้บริโภคไม่ได้รับสิทธิ์เพียงเพราะมีเงินหรือเป็นสมาชิก แต่ต้องใช้เวลาและความพยายามเพื่อให้ได้มา

 

และการวิ่งยังเป็นกิจกรรมที่ตรวจสอบผลได้ง่ายผ่านโทรศัพท์มือถือและแอปพลิเคชันสุขภาพ ทำให้แบรนด์ไม่จำเป็นต้องลงทุนจัดงานวิ่งขนาดใหญ่เพื่อโปรโมทบริการแต่อย่างใด เพราะเพียงกำหนดระยะทาง วิธีส่งหลักฐาน และเงื่อนไขการใช้สิทธิ์ ก็สามารถให้ผู้บริโภคเข้ามามีส่วนร่วมได้

 

จากการสร้างกระแส สู่เครื่องมือช่วยปิดการขาย

การวิ่งแลกของ หรือส่วนลดหลายคนอาจมองว่าเป็นกิจกรรมสร้างกระแส ผ่านส่งเสริมภาพลักษณ์ด้านสุขภาพ พร้อมๆ กับดึงลูกค้าเข้ามาหน้าร้าน แต่เมื่อมองดูเนื้อในแล้วกลยุทธ์นี้สามารถดึงดูดลูกค้าเข้าหน้าร้าน และปิดการขายได้เช่นกัน

 

อย่างเช่น แว่นท็อปเจริญ ที่มีการให้ผู้บริโภคนำผลการวิ่งมาแลกแว่น เพียงจ่ายเงินค่าประกอบ แต่เมื่อผู้บริโภคเข้ามาหน้าร้านแล้ว จะพบแรงจูงใจที่หน้าร้าน และเลือกให้อัปเกรดแว่นที่มีมูลค่าสูงกว่าแทน

 

ส่วนกลยุทธ์เดิน–วิ่งแลกส่วนลดของเซ็นทรัลและ EBH เป็นอีกแนวทางที่ช่วยดึงกลุ่มเป้าหมายซึ่งสนใจสินค้าและบริการอยู่แล้ว ให้เข้ามามีปฏิสัมพันธ์และเข้าสู่กระบวนการตัดสินใจซื้อได้เร็วขึ้น

 

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายคือ แบรนด์ต้องออกแบบภารกิจให้เข้าใจง่าย ระยะทางไม่ยากเกินไป รางวัลคุ้มค่ากับความพยายาม และเชื่อมโยงกับสินค้าได้อย่างน่าสนใจ เพราะการแข่งขันจึงไม่ได้อยู่ที่ว่าแบรนด์ใดให้ส่วนลดมากกว่า แต่อยู่ที่ว่าใครสามารถสร้างภารกิจที่ทำให้ผู้บริโภคยอมลุกขึ้นมาออกแรง เพื่อให้ได้สิทธิ์ซื้อสินค้าของแบรนด์

 

เพราะเมื่อผู้บริโภคยอมเดิน-วิ่งเพื่อปลดล็อกส่วนลด สิ่งที่แบรนด์ได้รับอาจไม่ใช่เพียงยอดขาย แต่คือการเปลี่ยนผู้บริโภคจากคนที่เห็นโปรโมชัน ให้กลายเป็นคนที่ลงมือทำเพื่อเข้ามามีส่วนร่วมกับแบรนด์ด้วยตัวเอง

 

About The Author

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *