แม้ตัวเลขเม็ดเงินโฆษณาในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2569 จะสะท้อนภาพที่น่ากังวลมากกว่าที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้ แต่สิ่งที่น่าจับตายิ่งกว่า อาจไม่ใช่การชะลอตัวระยะสั้น หากเป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่กำลังเกิดขึ้นกับทั้งอุตสาหกรรมสื่อ ภาคธุรกิจ และเศรษฐกิจไทยโดยรวม
ข้อมูลจาก MI GROUP พบว่า เม็ดเงินโฆษณาในช่วง 5 เดือนแรกของปีนี้หดตัว -4.48% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งต่ำกว่าที่ประเมินไว้ในช่วงต้นปีอย่างมีนัยสำคัญ
ปัจจัยกดดันไม่ได้มาจากเศรษฐกิจในประเทศเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลกระทบสะสมจากหลายด้าน ทั้งความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวช้ากว่าคาด กำลังซื้อของผู้บริโภคที่ยังอ่อนแอ ความเปราะบางของผู้ประกอบการ SMEs รวมถึงการปรับลดกำลังคนในหลายอุตสาหกรรมจากสภาวะเศรษฐกิจที่ถดถอยและการมาแทนที่ของ AI
MI GROUP ยังคงมองว่าครึ่งปีหลังอาจเห็นสัญญาณบวกมากขึ้นจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว และการใช้จ่ายที่อาจทยอยกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ จากปัจจัยดังกล่าว คาดว่าภาพรวมเม็ดเงินโฆษณาทั้งปี 2569 จะหดตัวเพียง -1.3% หรือมีมูลค่ารวมประมาณ 83,869 ล้านบาท ซึ่งแม้ยังติดลบ แต่ถือว่าดีกว่าทิศทางที่ปรากฏในช่วงต้นปี
โดยกลุ่มอุตสาหกรรม/สินค้าและบริการที่คาดว่าน่าจะคึกคักเป็นพิเศษในช่วงครึ่งปีหลังของปีนี้ (ไม่ได้ดูมูลค่ารวม แต่ดูอัตราการเติบโตเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา) ได้แก่
1.Retail / E-Commerce (อันดับ 1 ต่อเนื่อง)
2.Websites & Apps (โตแรงที่สุด)
3.Non-Alcohol Beverages (FMCGs แข่งขันสูง)
4.Government Announcement (นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว)
5.Skincare (FMCG แข่งขันสูง)
6.Motor Vehicles (EV จากจีน)
7.Dairy Products (นม Plant-based)
8.Leisure/Concert/Exhibition
9.Pharmaceuticals/ Vitamin Supplement
10Communications/Telco (เน้นการ Bundle กับ Streaming ในเครือ)
หากย้อนกลับไปเมื่อปี 2556 (2013) เม็ดเงินโฆษณาในสื่อโทรทัศน์มีมูลค่าสูงถึง 77,111 ล้านบาท แต่ในปีนี้ MI GROUP คาดว่าตัวเลขดังกล่าวจะเหลือเพียง 29,149 ล้านบาท หรือไม่ถึง 40% ของระดับสูงสุดเมื่อกว่า 10 ปีก่อน ในขณะที่เม็ดเงินโฆษณาในสื่อดิจิทัล จาก 2,783 ล้านบาทในปี 2555 (2012) [*อาจมีข้อจำกัดในการรวรวมและจัดเก็บข้อมูลในขณะนั้น] คาดว่าตัวเลขในปีนี้จะสูงถึง 32,145 ล้านบาท หรือเติบโตมากกว่า 10 เท่า (ข้อมูลโดย DAAT)
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขภาพรวมอาจกำลังบดบังความท้าทายสำคัญของอุตสาหกรรมสื่อไทย โทรทัศน์ยังคงหดตัวต่อเนื่อง สะท้อนการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคอย่างชัดเจน
ในอดีต สื่อโทรทัศน์เคยมีเม็ดเงินโฆษณาสูงกว่า 70,000 ล้านบาทต่อปี รองรับจำนวนช่อง Free TV เพียง 6 ช่องและเป็นกลไกสำคัญในการสร้างระบบสื่อสารสาธารณะที่เข้มแข็ง ทำให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลข่าวสารที่มีคุณภาพและน่าเชื่อถือได้อย่างทั่วถึง
แต่ในยุคทีวีดิจิทัล แม้จำนวนช่องจะเพิ่มขึ้นเป็น 24 ช่อง กลับมีเม็ดเงินโฆษณาที่ลดลงต่อเนื่อง ส่งผลให้หลายช่องไม่สามารถดำเนินธุรกิจต่อได้ ตลอด 10 ปีที่ผ่านมาเหลือผู้เล่นเพียง 14 ช่อง และเกือบทั้งหมดกำลังเผชิญแรงกดดันทั้งด้านรายได้และผู้ชม ขณะที่ยังไม่เห็นทิศทางการปรับตัวที่ชัดเจนเพียงพอที่จะพลิกฟื้นความสามารถในการแข่งขันและดึงผู้ชมกลับคืนมา
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่าโทรทัศน์จะอยู่รอดหรือไม่ แต่คืออุตสาหกรรมจะปรับตัวอย่างไรให้ยังคงบทบาทเป็นสื่อหลักที่คนไทยเป็นเจ้าของ จะยังคงมีคุณค่าและได้รับความสนใจจากผู้บริโภคในยุคดิจิทัลต่อไป
“สิ่งที่น่ากังวลไม่ใช่เม็ดเงินโฆษณาที่ลดลง 1-2% แต่คือความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยที่กำลังถูกท้าทายในยุคที่คู่แข่งจากทั่วโลกสามารถเข้าถึงผู้บริโภคไทยได้ง่ายกว่าที่เคย”
การลดลงดังกล่าวไม่ได้สะท้อนเพียงปัญหาของสื่อโทรทัศน์เท่านั้น แต่สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์สื่อไทย ผู้บริโภคยุคดิจิทัลไม่ได้ต้องการเพียงข้อมูลข่าวสารหรือความบันเทิง แต่ต้องการความสะดวก ความรวดเร็ว และประสบการณ์ที่เชื่อมต่อกันในทุกมิติของชีวิต
ผลลัพธ์คือ แพลตฟอร์มดิจิทัลและสื่อสังคมออนไลน์ได้เติบโตจาก Social Media สู่ Super Platform ที่รวมการสื่อสาร ความบันเทิง การค้นหาข้อมูล การซื้อขายสินค้า และการชำระเงินไว้ในระบบเดียวกัน และในหลายกรณียังทำหน้าที่เป็นทั้งผู้ให้บริการดิจิทัล เจ้าของสินค้า ผู้ให้บริการทางการเงิน และผู้กำหนดกติกาของตลาดในเวลาเดียวกัน
เม็ดเงินโฆษณาจึงไม่ได้เพียงย้ายจากสื่อเดิมไปสู่สื่อใหม่ แต่กำลังไหลเข้าสู่ระบบนิเวศธุรกิจรูปแบบใหม่ที่เชื่อม Media, Commerce และ Data เข้าด้วยกัน ทำให้แพลตฟอร์มสามารถครอบครองทั้งความสนใจของผู้บริโภค ข้อมูล และธุรกรรมทางเศรษฐกิจในวงจรเดียว
เม็ดเงินไหลไปต่างประเทศ → Data ไหลไปต่างประเทศ → AI เรียนรู้จากข้อมูลคนไทย → Algorithm ถูกกำหนดจากต่างประเทศ
ความเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้หมายถึงเพียงการย้ายเม็ดเงินโฆษณาจากสื่อไทยไปสู่แพลตฟอร์มต่างชาติ แต่ยังหมายถึงการย้าย “มูลค่า” ออกนอกประเทศในหลายมิติพร้อมกัน ทั้งกำไร ข้อมูล และองค์ความรู้ที่เกิดจากข้อมูลเหล่านั้น
เมื่อผู้บริโภคใช้เวลาอยู่บนแพลตฟอร์มระดับโลกมากขึ้น กำไรจากธุรกิจโฆษณาส่วนหนึ่งถูกส่งกลับไปยังบริษัทแม่ในต่างประเทศ ขณะที่ข้อมูลพฤติกรรม ความสนใจ และธุรกรรมของผู้บริโภคไทยก็ถูกสะสมอยู่บนระบบที่ประเทศไทยไม่ได้เป็นเจ้าของ และถูกนำไปใช้พัฒนา AI และอัลกอริทึมที่มีบทบาทต่อการมองเห็นข้อมูล ข่าวสาร สินค้า และบริการของคนไทยมากขึ้นเรื่อย ๆ
“สิ่งที่กำลังไหลออกจากประเทศไทยอาจไม่ใช่แค่เม็ดเงินโฆษณา แต่คือกำไร ข้อมูล ความรู้ของ AI และอำนาจในการกำหนดสิ่งที่คนไทยเห็น เชื่อ และตัดสินใจ”
E-Commerce ไทยเติบโตเร็ว แต่การแข่งขันรุนแรงกว่าเดิม
ประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในประเทศที่มีเศรษฐกิจดิจิทัลและอัตราการเติบโตของ E-Commerce สูงที่สุดแห่งหนึ่ง และเป็นอับดับ 2 ของ ASEAN โดยเฉพาะหลังวิกฤตโควิด-19 ในปี 2020 ที่ทำให้ผู้บริโภคจำนวนมากเปลี่ยนพฤติกรรมจาก Offline สู่ Omni Channel อย่างถาวร (Offline – Online – On ground เชื่อมโยงกันทุกช่องทาง) โดยไทยมีนักช้อปออนไลน์มากกว่า 40 ล้านคน ซึ่งสัดส่วนกว่า 76% ของคนไทยช้อปออนไลน์อย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง การเติบโตดังกล่าวสร้างโอกาสมหาศาลให้กับผู้ประกอบการรายใหม่ ธุรกิจขนาดเล็ก และผู้ที่สามารถใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือในการเข้าถึงลูกค้า แต่ในอีกด้านหนึ่ง ก็กำลังสร้างแรงกดดันครั้งใหญ่ต่อผู้ประกอบการไทยจำนวนมากเช่นกัน เมื่อแพลตฟอร์มดิจิทัลลดข้อจำกัดด้านพรมแดนทางการค้า คู่แข่งจากทั่วโลกจึงสามารถเข้าถึงผู้บริโภคไทยได้ง่ายขึ้นกว่าที่เคย สินค้าจากต่างประเทศ โดยเฉพาะจากจีน สามารถแข่งขันได้ทั้งด้านราคา ความเร็วในการพัฒนาสินค้า และการใช้เทคโนโลยีในการบริหารต้นทุน ส่งผลให้ผู้ประกอบการไทยจำนวนไม่น้อยต้องเผชิญการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ความท้าทายที่แท้จริงของไทย อาจไม่ใช่การแข่งขัน แต่คือการเตรียมความพร้อม
ในมุมมองของ MI GROUP ความท้าทายสำคัญที่สุดของประเทศไทยในวันนี้ อาจไม่ใช่การเปิดเสรีทางการค้าหรือการเข้ามาของแพลตฟอร์มต่างชาติ เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นกระแสการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นทั่วโลกและยากจะหลีกเลี่ยง แต่คือการที่ประเทศไทยยังขาดการวางแผนระยะยาวและการเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่กำลังเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว
เสรีภาพทางสื่อและการแข่งขันอย่างเสรีเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและนวัตกรรม แต่ในขณะเดียวกัน ทุกประเทศก็จำเป็นต้องมีกลไกกำกับดูแลที่เหมาะสม เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการเปิดรับโอกาสใหม่ ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และการรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการภายในประเทศ โดยเฉพาะผู้ประกอบการ SMEs ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของระบบเศรษฐกิจไทย ทั้งในด้านการจ้างงาน การสร้างรายได้ และการกระจายความมั่งคั่งสู่เศรษฐกิจ
ฐานราก หากผู้ประกอบการไทยไม่สามารถปรับตัวได้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ ผลกระทบจะไม่ได้จำกัดอยู่เพียงอุตสาหกรรมสื่อหรือการค้าปลีก แต่จะลุกลามไปสู่ความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจไทยโดยรวม
วิกฤตเงียบของประเทศไทย เมื่อสื่อหลักกำลังอ่อนแอ เม็ดเงินโฆษณาไหลออกนอกประเทศ และอนาคตข้อมูลข่าวสารและค่านิยมของคนไทยกำลังถูกกำหนดจากภายนอก ประเทศไทยกำลังสูญเสียอะไรมากกว่าส่วนแบ่งตลาดสื่อ?
ในฐานะ CEO ของ Media Agency “MI GROUP” และ นายกสมาคมมีเดียเอเยนซี่และธุรกิจสื่อแห่งประเทศไทย (MAAT) มองว่าประเด็นเรื่องการสิ้นสุดอายุใบอนุญาตทีวีดิจิทัลในปี 2572 ไม่ใช่เรื่องของผู้ประกอบการโทรทัศน์เพียงอย่างเดียว แต่เป็นสัญญาณเตือนสำคัญต่ออนาคตของระบบสื่อสารมวลชนไทยและสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง น่าเชื่อถือ และมีคุณภาพและปลอดภัย สิ่งที่น่ากังวลไม่ใช่เพียงคำถามว่า “ความชัดเจนของการจะต่ออายุใบอนุญาตทีวีดิจิทัลหรือไม่” แต่คือ “ประเทศไทยมีแผนเปลี่ยนผ่านระบบสื่อแห่งชาติอย่างไร”
จากวันนี้และมองย้อนกลับไป เราเห็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของอุตสาหกรรมสื่อไทย ซึ่งเกี่ยวข้องกับคนในอุตสาหกรรมและในนิเวศนี้ทั้งทางตรงและทางอ้อมเป็นจำนวนหลักแสนหลักล้านราย
ตลอดสิบกว่าปีที่ผ่านมา โฆษณาและเวลาการรับชมของผู้บริโภค เคลื่อนย้ายจากสื่อหลักไปสู่แพลตฟอร์มดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ผู้ประกอบการในประเทศ ทั้งสื่อโทรทัศน์ สื่อวิทยุ สิ่งพิมพ์และสื่ออื่นๆ กำลังเผชิญความท้าทายอย่างหนักด้านรายได้และความยั่งยืน
MI GROUP ในฐานะผู้เชี่ยวชาญ ผู้วางกลยุทธ์สื่อ และบริหารเม็ดเงินโฆษณาให้กับแบรนด์ชั้นนำ มีโอกาสทำงานกับสื่อทุกประเภท จึงเห็นภาพนี้ชัดเจนและลึกในหลากหลายแง่มุม แม้ธุรกิจของ MI GROUP ยังคงเติบโตได้ดี แต่การเติบโตหลักมาจากสื่อดิจิทัลที่เกี่ยวกับแพลตฟอร์มต่างชาติทั้งสิ้น ในขณะเดียวกัน เราก็มองเห็นผลกระทบที่กำลังเกิดขึ้นกับระบบนิเวศสื่อไทยทั้งระบบอย่างต่อเนื่องในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา
นี่ไม่ใช่การแข่งขันระหว่าง “ทีวี” กับ “ออนไลน์”
แต่คำถามสำคัญคือ “ประเทศไทยจะรักษาสมดุลของระบบสื่ออย่างไร ในวันที่สื่อที่คนไทยเป็นเจ้าของกำลังอ่อนแรงลง ขณะที่อำนาจในการกำหนดการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของคนไทยกำลังเคลื่อนย้ายไปอยู่บนแพลตฟอร์มต่างชาติอย่างต่อเนื่อง?”
หากวันหนึ่งสื่อหลักของประเทศอ่อนแอลงจนไม่สามารถทำหน้าที่ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ สิ่งที่หายไปไม่ใช่เพียงธุรกิจสื่อ แต่คือโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลข่าวสารของประเทศ ซึ่งเป็น 1 ในตัวกำหนดและมีอิทธิพลต่อการขับเคลื่อน การพัฒนา และความมั่นคงของประเทศและประชาชนในระยะยาว
ฟรีทีวีในวันนี้ยังคงเป็นสื่อที่เข้าถึงประชาชนได้กว้างที่สุด น่าเชื่อถือที่สุด โดยเฉพาะในภาวะวิกฤต ไม่ว่าจะเป็นน้ำท่วม แผ่นดินไหว โรคระบาด หรือเหตุฉุกเฉินด้านความมั่นคง ประชาชนจำนวนมาก โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ผู้มีรายได้น้อย ผู้พิการ และประชาชนในพื้นที่ห่างไกล ยังคงพึ่งพาสื่อหลักเป็นช่องทางสำคัญในการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร
การผลักให้ทุกคนย้ายเข้าสู่โลกออนไลน์โดยไม่มีแผนรองรับ อาจสร้างความเหลื่อมล้ำทางข้อมูลข่าวสารครั้งใหม่ของประเทศ
แม้ประเทศไทยจะมีอัตราการใช้อินเทอร์เน็ตสูง แต่ความจริงคือประชาชนไม่ได้เข้าถึงโลกดิจิทัลด้วยต้นทุนที่เท่าเทียมกัน ยังมีความแตกต่างด้านคุณภาพสัญญาณ ความเร็วอินเทอร์เน็ต ค่าใช้จ่ายในการเข้าถึงอุปกรณ์ และที่สำคัญที่สุด ความรู้เท่าทันและทักษะการใช้งานเทคโนโลยี ขณะเดียวกัน คุณภาพของข้อมูลข่าวสารบนโลกออนไลน์ก็ยังเป็นโจทย์ใหญ่ที่ทั่วโลกกำลังเผชิญ
ปัญหาข่าวปลอม การหลอกลวงทางออนไลน์ เนื้อหาที่บิดเบือนข้อมูล หรือสร้างการแบ่งขั้วทางความคิด (Echo Chamber) การสร้างความเกลียดชัง เนื้อหาที่ไม่เหมาะสมสำหรับเด็กและเยาวชน รวมถึงอิทธิพลของอัลกอริทึมที่ให้ความสำคัญกับ Engagement มากกว่าประโยชน์สาธารณะ ซึ่งจนถึงวันนี้ยังไม่มีคำตอบหรือแนวทางจัดการที่ชัดเจนเพียงพอ
สิ่งที่น่ากังวลคือ เรายังไม่เห็นแพลตฟอร์มเหล่านี้มีพันธกิจและความรับผิดชอบต่อสังคมที่ชัดเจนและเข้มข้นด้านสาธารณะเช่นเดียวกับสื่อมวลชน และหลายครั้งก็อยู่นอกขอบเขตการกำกับดูแลที่มีประสิทธิภาพของประเทศ ประเทศไทยจึงไม่ควรฝากอนาคตด้านข้อมูลข่าวสาร ความรู้ วัฒนธรรม และการเรียนรู้ของคนไทยไว้กับอัลกอริทึม ของแพลตฟอร์มต่างชาติเพียงไม่กี่ราย เพราะข้อมูลข่าวสารไม่ได้เป็นเพียงสินค้าหรือความบันเทิง แต่เป็นปัจจัยที่กำหนดวิธีคิด ค่านิยม ความเข้าใจต่อสังคม คุณภาพประชากร และอนาคตของประเทศ
ในอีกมิติหนึ่ง การอ่อนแอลงของสื่อหลักกำลังส่งผลต่อผู้คนจำนวนมหาศาลในระบบนิเวศสื่อไทย
ไม่ใช่เพียงสถานีโทรทัศน์หรือผู้ประกอบการสื่อเท่านั้น แต่รวมถึงบริษัทโปรดักชั่น ผู้ผลิตคอนเทนต์ สำนักข่าว บริษัทวิจัย ผู้ผลิตรายการ นักสร้างสรรค์ นักข่าว บุคลากรด้านเทคนิค คนทำงานด้านสื่อโฆษณา ตลอดจนผู้ประกอบอาชีพอิสระและ อินฟูลเอนเซอร์ อีกจำนวนมาก แน่นอนว่ามีหลากหลายคน หลากหลายอาชีพ เข้าถึงโอกาสและแจ้งเกิดจากการเติบโตของแพลตฟอร์มต่างชาติ แต่ก็มีคนจำนวนมากที่ได้รับผลกระทบจากความไม่สมดุลของระบบสื่อไทยตลอด 10 กว่าปีที่ผ่านมา
นี่คือระบบเศรษฐกิจสร้างสรรค์ขนาดใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับคนไทยนับแสนถึงนับล้านคน หากปล่อยให้การเปลี่ยนผ่านเกิดขึ้นโดยปราศจากแผนระดับชาติ และการบังคับใช้กฏข้อบังคับอย่างจริงจัง ประเทศไทยอาจไม่ได้สูญเสียเพียงธุรกิจสื่อของคนไทยเองแต่กำลังสูญเสียศักยภาพในการกำหนดอนาคต ด้านข้อมูลข่าวสาร ค่านิยม คุณภาพประชากร และอนาคตของประเทศด้วยตัวเอง
MI GROUP มองว่าประเทศไทยต้องเร่งให้มีแผนเปลี่ยนผ่านระบบสื่อสารมวลชนแห่งชาติ (Media Transition Plan) และยกระดับให้เป็นวาระแห่งชาติ เพื่อสร้างระบบนิเวศสื่อและข้อมูลข่าวสารยุคใหม่ที่สามารถแข่งขันได้ในโลกดิจิทัล
เพราะในศตวรรษที่ 21 สื่อและข้อมูลข่าวสารไม่ใช่เพียงอุตสาหกรรมหนึ่งของประเทศ แต่คือโครงสร้างพื้นฐานเชิงยุทธศาสตร์ (National Media & Information Infrastructure) ที่จะกำหนดความสามารถในการแข่งขัน ความเข้มแข็งของสังคม และความมั่นคงของประเทศในอนาคต
แผนเปลี่ยนผ่านระบบสื่อสารมวลชนแห่งชาติ (Media Transition Plan) ประกอบด้วย
1.National Media Strategy
กำหนดทิศทางอุตสาหกรรมสื่อไทยระยะ 10-15 ปี
2.Information Sovereignty Framework
รักษาความสามารถของประเทศในการเข้าถึงและกำกับดูแลข้อมูลข่าวสารที่มีผลต่อสาธารณะ และไม่พึ่งพาแพลตฟอร์มต่างชาติจนเกินสมควร
3.Fair & Competitive Media Ecosystem
สร้างโอกาส และยกระดับขีดความสามารถโดยติดอาวุธให้กับผู้ประกอบการสื่อไทยในการแข่งขันกับแพลตฟอร์มระดับโลก
4.Media Security & Universal Access to Trusted Information
มีการ “กำกับและดูแล ไม่ใช่ปิดกั้นหรือกีดกัน” การกำกับดูแลต้องสร้างสมดุลระหว่างการคุ้มครองสังคม กับเสรีภาพในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร ไม่ใช่การปิดกั้นหรือกีดกันการสื่อสาร
โจทย์สำคัญไม่ใช่ว่าจะรักษาทีวีดิจิทัลไว้ในรูปแบบเดิมหรือไม่ แต่คือการออกแบบระบบนิเวศสื่อใหม่ที่ประกอบด้วย Free TV, Radio, OTT, Streaming, Social Media, Digital Platform และ Out-of-Home Media ให้สามารถอยู่ร่วมกันอย่างสมดุล
เรื่องนี้จึงไม่ใช่เรื่องของทีวี ไม่ใช่เรื่องของผู้ประกอบการ และไม่ใช่เรื่องของอุตสาหกรรมสื่อเพียงอย่างเดียวแต่คือเรื่องของสิทธิของประชาชน คุณภาพของสังคมไทย และความมั่นคงทางข้อมูลข่าวสาร และอนาคตของประเทศในระยะยาว
MI GROUP แชร์วิสัยทัศน์ 6 ยุทธศาสตร์สำคัญในการรักษาอธิปไตยด้านข้อมูล (Data Sovereignty), ความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจ (Economic Competitiveness) และอิทธิพลทางวัฒนธรรม (Cultural Influence) ของประเทศไทย บนแนวคิดใหม่: From Media Industry → National Attention Infrastructure ซึ่งประกอบด้วย
“โครงสร้างพื้นฐานในการดึงดูดและรักษาความสนใจของคนไทย”
1.Thai Content Power “สื่อไทยจะสู้ได้ด้วย Content เท่านั้น”
สร้าง Content ที่สะท้อนภาษา วัฒนธรรม และบริบทของคนไทย เพื่อสร้างความแตกต่างที่แพลตฟอร์มระดับโลกไม่สามารถลอกเลียนได้
2.Thailand Media Alliance “รวมพลังสื่อไทย”
รวมพลังผู้ประกอบการสื่อ คอนเทนต์ และครีเอเตอร์ไทย เพื่อสร้างขนาดและอำนาจการแข่งขันร่วมกัน
3.Thailand Data Exchange “ให้ธุรกิจไทยสามารถเชื่อมข้อมูลกันภายใต้กติกาที่ปลอดภัย”
พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลกลาง เพื่อให้ข้อมูลที่เกิดจากคนไทยสามารถสร้างมูลค่ากลับคืนสู่เศรษฐกิจไทย
4.Thai AI Ecosystem “สร้างนิเวศ AI ของไทยเอง”
ลงทุนใน AI ภาษาไทย ฐานข้อมูลไทย และองค์ความรู้ไทย เพื่อให้ AI เข้าใจและสร้างประโยชน์จากบริบทของประเทศไทย
5.From Media to Platform “คิดแบบ Ecosystem”
ยกระดับธุรกิจสื่อจากการขาย Reach และ Impression สู่การสร้าง Content → Audience → Community → Commerce → Data
6.Digital & AI Literacy
สร้างความตระหนักรู้ให้คนไทยเข้าใจคุณค่าของข้อมูล ความเป็นส่วนตัว รู้เท่าทันภัยไซเบอร์ ข่าวปลอม และอิทธิพลของอัลกอริทึมและ AI ที่มีต่อการรับรู้ ความเชื่อ และการตัดสินใจ