ตลาดแผ่นเสียงหรือแผ่นไวนิลโลก ในปี 2025 มีการเติบโตอย่างต่อเนื่องมายาวนานกว่า 19 ปี ซึ่งการเติบโตของตลาดแผ่นเสียงได้ยืนยันได้ว่า แม้โลกจะเปลี่ยนแปลงไปสู่ยุคสตรีมมิง เพลงดิจิทัล แต่สื่อเพลงในรูปแบบอนาล็อกอย่างแผ่นเสียงก็ยังคงเป็นส่วนหนึ่งในบริบทการฟังเพลงของคนทั่วโลกได้อย่างแน่นแฟ้นเช่นกัน อ้างอิงข้อมูลจาก IFPI
โดยในปี 2020 มูลค่าตลาดแผ่นเสียงโลกเติบโต 25.9%
ปี 2021 เติบโต 51.3%
ปี 2022 เติบโต 17.1%
ปี 2023 เติบโต 15.4%
ปี 2024 เติบโต 4.6%
ปี 2025 เติบโต 13.7%
นอกจากนี้ อ้างอิงข้อมูลจาก Futuresource Consulting ยังพบว่าตลาดแผ่นเสียงโลกมีมูลค่าดังนี้
ปี 2021 ยอดขาย 92.0 ล้านแผ่น มูลค่า 2,470 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 79,855 ล้านบาท
ปี 2022 ยอดขาย 96.6 ล้านแผ่น มูลค่า 2,830 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 91,493 ล้านบาท
ปี 2023 ยอดขาย 105.9 ล้านแผ่น มูลค่า 3,190 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 103,132 ล้านบาท
ปี 2024 ยอดขาย 112.1 ล้านแผ่น มูลค่า 3,440 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 111,215 ล้านบาท
ปี 2025 คาดการณ์ยอดขาย 116.3 ล้านแผ่น มูลค่า 3,650 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 118,004 ล้านบาท
ซึ่งการเติบโตของตลาดแผ่นเสียงโลกมาจาก
1.จาก “แผ่นเสียงรุ่นเก่า” สู่ “วัตถุทางวัฒนธรรม”
คนรุ่นใหม่ไม่ได้มองว่าแผ่นเสียงเป็นเทคโนโลยีที่ล้าหลัง แต่พวกเขามองว่ามันคือ “Cultural Object” การครอบครองแผ่นเสียงหนึ่งแผ่นไม่ได้หมายถึงการซื้อแค่เสียงเพลง แต่คือการครอบครองงานศิลปะที่มีตัวตน จับต้องได้ และให้ความรู้สึกเป็นเจ้าของ ที่สตรีมมิงไม่สามารถมอบให้ได้
และข้อมูลจากบทความเรื่อง “Patina of Sound” โดย Brandon Polite และ Elizabeth Scarbrough (2025) ยังพบว่าเสน่ห์ของการสะสมแผ่นเสียงไม่ได้ลดทอนเหลือแค่การโหยหาอดีต แต่รวมถึงคุณค่าทางวัตถุ ร่องรอยการใช้งานผ่านการฟัง และเป็นคุณลักษณะเฉพาะของสื่ออนาล็อกที่แพลตฟอร์มฟังเพลงในรูปแบบดิจิทัลไม่สามารถมาแทนที่ได้
2.พิธีกรรมการฟังเพลง
ในยุคที่ทุกอย่างเร็วไปหมด การฟังแผ่นเสียงคือการบังคับให้ตัวเองได้ “Slow Life” อย่างแท้จริง ตั้งแต่การหยิบแผ่นออกจากซอง การวางเข็ม จนถึงการนั่งดูปกขณะฟัง ประสบการณ์แบบ Analog เหล่านี้สร้างอารมณ์ร่วมที่ลึกซึ้งกว่าการกดเลือกเพลง และ Skip เพลงบนแพลตฟอร์มดิจิทัล
และเสียงเพลงที่ฟังจากแผ่นเสียง ผู้ฟังบางกลุ่มมองว่าสามารถให้โทนเสียงและ dynamic ที่ต่างจากเพลงที่ฟังผ่านดิจิทัลอีกด้วย
3.กลยุทธ์ Monetization และพลังแห่ง Fandom
ศิลปินและค่ายเพลงในปัจจุบันใช้แผ่นเสียงเป็นเครื่องมือทำ Fandom Marketing ผ่านการออกแผ่นรุ่น Limited Editions, การทำแผ่นเสียงให้มีสีที่หลากหลาย รวมถึงการจัดทำปกพิเศษ หรือของแถม หรือการดึงศิลปินระดับ Global Ambassador มาเป็นตัวชูโรง เช่น ที่ผ่านมา Taylor Swift หรือศิลปิน K-Pop นิยมใช้แผ่นเสียงเป็นเครื่องมือสำคัญในการสื่อสารกับแฟนคลับผ่านการทำแผ่น Limited Editions หรือแผ่นเสียงหลายเวอร์ชัน สิ่งเหล่านี้ได้เปลี่ยนแผ่นเสียงจาก “อุปกรณ์ฟังเพลง” ให้กลายเป็น “ของสะสมหายาก” ที่แฟนคลับพร้อมจะจ่ายเพื่อสนับสนุนศิลปินที่รัก
4.การสร้าง Community ผ่านช่องทาง Offline
กิจกรรมอย่าง Record Store Day หรือวันร้านแผ่นเสียงโลก ที่มีการจัดกิจกรรมในรูปแบบต่าง ๆ ทั่วโลกเพื่อเชิญชวนผู้ที่มีความชอบเหมือนกัน, การไปรวมตัวกันที่ร้านแผ่นเสียง ได้สร้าง Social Interaction ให้กับผู้บริโภค การได้พูดคุยกับเจ้าของร้าน การพบปะผู้ที่ชอบแนวเพลงเดียวกัน หรือการโพสต์โชว์แผ่นเสียงลงบนโซเชียลมีเดีย ทั้งหมดนี้เปลี่ยนการซื้อสินค้าให้กลายเป็น “กิจกรรมทางสังคม” ที่ช่วยหล่อเลี้ยงให้ตลาดเติบโตอย่างยั่งยืน
เช่นที่ผ่านมา งาน Record Store Day 2026 ที่จัดเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา มีร้านเข้าร่วมกว่า 40 ร้าน เพิ่มขึ้นจากปี 2025 ที่มีจำนวนร้าน 32 ร้านที่เข้าร่วม
ซึ่งการเติบโตของแผ่นเสียงไม่ได้มาจาก Gen Y ไปจนถึง Baby Boomer เท่านั้น แต่ Gen Z ยังเป็นกลุ่มที่สำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจนี้ให้เติบโต
อ้างอิงจากรายงาน “Gen Z & Vinyl Report 2025” โดย Vinyl Alliance ที่สำรวจ Gen Z ในสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร และเยอรมนี พบว่า Gen Z ไม่ได้มองแผ่นเสียงเป็นเพียงแฟชั่นชั่วคราว แต่เป็นกลุ่มกำลังสำคัญที่ผลักดันให้อุตสาหกรรมนี้กลับมาเติบโตอย่างมั่นคง เนื่องจาก
76% ของแฟนคลับแผ่นเสียงชาว Gen Z ซื้อแผ่นเสียงอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง
29% นิยามตัวเองว่าเป็น “นักสะสมตัวยง” ที่มีแผนจะสะสมในระยะยาว
80% ของ Gen Z ที่ทำแบบสำรวจ มีเครื่องเล่นแผ่นเสียงเป็นของตัวเอง ซึ่งช่วยสยบข่าวลือที่ว่าเด็กสมัยนี้ซื้อแผ่นมาตั้งโชว์แต่ไม่มีเครื่องเล่น
56% ชื่นชอบแผ่นเสียงเพราะความสวยงาม (Aesthetic Value)
37% ใช้แผ่นเสียงเป็นของตกแต่งบ้าน ซึ่งตัวเลขนี้สูงกว่ากลุ่ม Millennial ที่มีเพียง 25% และ Gen X มีเพียง 9% อย่างเห็นได้ชัด
61% มีแนวโน้มที่จะเลือกฟังแผ่นเสียงแทนการฟังดิจิทัลเพื่อส่งเสริมสุขภาพจิตที่ดีขึ้น
50% มองว่าการฟังแผ่นเสียงช่วยให้พวกเขาได้พักสายตาและพักใจจากโลกดิจิทัล โดย Gen X มีเพียง 34% ที่คิดแบบนี้
62% ซื้อแผ่นเสียงเพื่อสนับสนุนศิลปินที่ตนเองรัก
36% ค้นพบเพลงใหม่ผ่าน Spotify ก่อน จากนั้นจึงตัดสินใจไปซื้อแผ่นเสียง
29% เลือกซื้อแผ่นเสียงมือสอง ด้วยเหตุผลด้านสิ่งแวดล้อม
19% ของผู้หญิง Gen Z ระบุว่าเคยปฏิเสธการซื้อแผ่นเสียงใหม่ จากความกังวลเรื่องขั้นตอนการผลิตหรือบรรจุภัณฑ์ที่ไม่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ส่วน Gen X มีเพียง 6% เท่านั้นที่กังวลเรื่องนี้
แม้ตลาดแผ่นเสียงเติบโตก็คงมีความท้าทาย เพราะข้อมูลจากรายงาน Gen Z & Vinyl Report 2025 พบว่า Gen Z เกือบ 1 ใน 3 หรือประมาณ 33% ของกลุ่มตัวอย่างเริ่มซื้อแผ่นเสียงน้อยลง เนื่องจากราคาแผ่นเสียงที่พุ่งสูงขึ้นในปัจจุบัน
ซึ่งจากข้อมูลของ Futuresource Consulting พบว่าในแต่ละปี ราคาแผ่นเสียงโดยเฉลี่ยเพิ่มสูงขึ้นดังนี้
ปี 2022 แผ่นละ 29.3 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 947 บาท
ปี 2023 แผ่นละ 30.1 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 973 บาท
ปี 2024 แผ่นละ 30.7 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 993 บาท
คาดการณ์ปี 2025 แผ่นละ 31.4 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 1,010 บาท
คาดการณ์ปี 2026 แผ่นละ 32.3 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 1,040 บาท
คาดการณ์ปี 2027 แผ่นละ 32.7 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 1,060 บาท
คาดการณ์ปี 2028 แผ่นละ 33.0 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 1,070 บาท
คาดการณ์ปี 2029 แผ่นละ 33.3 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 1,080 บาท
โดยราคาที่พุ่งสูงขึ้นมาจากราคาวัตถุดิบในการผลิตที่สูงขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบกับกำลังซื้อ ที่แม้แฟนคลับตัวยงจะยอมจ่ายเพื่อซื้อแผ่นเสียงของศิลปินที่รักก็ตาม แต่ผู้บริโภคทั่วไปเริ่มคิดหนักมากขึ้น และรายงานพบว่าราคาแผ่นเสียงที่สูงเกิน 40-50 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 1,290-1,620 บาท กลายเป็นกำแพงที่ทำให้ยอดขายบางอัลบั้มไม่เป็นไปตามเป้า
นอกจากนี้ เนื่องจากแผ่นเสียงใหม่มีราคาสูง ทำให้ตลาดแผ่นเสียงมือสองกลับมาคึกคักอีกครั้ง ผู้ซื้อหันไปหาซื้อแผ่นเสียงเก่าในราคาที่จับต้องได้มากกว่า ซึ่งส่วนนี้เป็นรายได้ที่ไม่เข้าสู่ค่ายเพลงโดยตรง