ใครจะเชื่อว่า จุดเริ่มต้นของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปในรูปแบบ Cup Noodles s ถ้วยแรกของโลก ไม่ได้เกิดจากแค่การอยากขายบะหมี่ในรูปแบบใหม่ แต่เกิดจากการมองเห็น “ปัญหาของการใช้ชีวิต” ผ่านสายตาของ Momofuku Ando ผู้ก่อตั้ง Nissin Foods ที่เชื่อว่าอาหารที่ดีต้องช่วยให้ชีวิตผู้คนดีขึ้นได้จริง
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ในช่วงที่ญี่ปุ่นกำลังเผชิญภาวะขาดแคลนอาหารอย่างหนัก ขณะเดียวกันรัฐบาลก็รณรงค์ให้ประชาชนหันมาบริโภคอาหารที่ทำจากแป้งสาลี เนื่องจากเป็นวัตถุดิบที่มีจำนวนมากและได้รับการบริจาคจากสหรัฐอเมริกา
ซึ่งในเวลานั้นแป้งสาลีส่วนใหญ่ทำออกมาในรูปแบบขนมปัง, บิสกิต ที่ไม่คุ้นเคยสำหรับคนญี่ปุ่น และยิ่งเมื่อเขาเห็นภาพผู้คนยืนต่อแถวยาวเพื่อรอซื้อราเมนเพื่อประทังความหิวจำนวนมาก ทำให้ Ando มองเห็นโอกาสที่ซ่อนอยู่ในนั้น และเริ่มนำแป้งสาลีมาพัฒนาเป็นบะหมี่ที่ “แค่เติมน้ำร้อนก็กินได้” เพื่อทดแทนเส้นราเมนสดที่ไม่สามารถเก็บได้นาน ก่อนจะนำไปสู่การเปิดตัว Chicken Ramen ออกวางจำหน่ายครั้งแรกในปี 1958
แม้ Chicken Ramen จะประสบกับความท้าทายในเรื่องของราคาที่แพงกว่าบะหมี่อุด้งหลายเท่า ที่ทำให้เจ้าของร้านค้าส่งหลายรายลังเลที่จะรับสินค้าไปจำหน่าย เพราะมองว่าไม่น่าจะขายได้ แต่หลังจากผู้บริโภคที่ได้ลองกินจนเริ่มบอกต่อว่ามันทั้งอร่อยและสะดวก ชื่อเสียงของ Chicken Ramen ก็แพร่กระจายอย่างรวดเร็ว จนกระจายไปยังประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก

เพราะการออกนอกประเทศของ Chicken Ramen นี่เอง ทำให้ Ando ได้ไปตรวจตลาดในยุโรปและสหรัฐอเมริกา และพบว่าผู้บริหารในซูเปอร์มาร์เก็ตแห่งหนึ่งในสหรัฐอเมริกา นำ Chicken Ramen มาหักเป็นท่อนใส่ลงแก้วกระดาษแทนชาม เติมน้ำร้อนแล้วใช้ส้อมกินแทนตะเกียบเหมือนคนญี่ปุ่น และทิ้งแก้วลงขยะเมื่อกินหมด
สิ่งนี้ทำให้ Ando ได้มองเห็นว่าสินค้าที่ประสบความสำเร็จในญี่ปุ่น อาจยังไม่พร้อมสำหรับโลกจริงนอกญี่ปุ่น จากวัฒนธรรมการกิน และอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับกินมีความแตกต่างกัน จนกลับไปต่อยอดเป็นนวัตกรรมที่เรียกว่า Cup Noodles ที่เปิดตัวครั้งแรกในวันที่ 18 กันยายน 1971 ในเวลาต่อมา เพื่อพาบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปของเขาไปไกลกว่าที่ควรเป็น
กว่าจะให้กำเนิด Cup Noodles Ando ได้ทดลองต้นแบบถ้วยมากถึง 40 แบบ จนได้ข้อสรุปออกมาเป็นถ้วยขนาดใหญ่ที่ทำจากวัสดุโฟมโพลีสไตรีนที่มีน้ำหนักเบา สามารถเก็บความร้อน มีส้อมแถมมากับถ้วย และถือมือเดียวยืนกินได้

ตลอดจนออกแบบวิธีใส่บะหมี่ลงถ้วยไม่ให้แตก จนเกิดไอเดีย Middle Retention หรือการแขวนก้อนเส้นบะหมี่ไว้กลางถ้วย ซึ่งเป็นหนึ่งในหัวใจของ Cup Noodles
แม้จะผ่านความท้าทายด้านนวัตกรรมเป็นที่เรียบร้อย แต่ด้วยความเป็นของใหม่ในตลาด Cup Noodles ยังต้องเผชิญกับราคาจำหน่ายที่แพงกว่าบะหมี่แบบซองที่มีราคา 25 เยน ส่วน Cup Noodles ราคา 100 เยน
ประกอบกับคนญี่ปุ่นมีวัฒนธรรมการกินที่มองว่า “การยืนกิน” เป็นพฤติกรรมที่ไม่สุภาพ ทำให้ร้านค้าปลีกไม่ค่อยอยากรับสินค้าตัวนี้ไปวางขาย ทำให้ Ando ตัดสินใจเปิดช่องทางขายแบบใหม่ผ่านตู้จำหน่ายอัตโนมัติที่มีน้ำร้อนให้ในตัว เพื่อให้ลูกค้าสามารถซื้อและกิน Cup Noodles ได้ทันที ณ จุดขาย พร้อมกิจกรรมการตลาดนำสินค้าตัวอย่างให้ชิมในย่านกินซ่า ซึ่งเป็นแหล่งรวมของคนรุ่นใหม่ จนภายในเวลาเพียง 1 ปี ก็มีการติดตั้งถึง 20,000 เครื่องทั่วญี่ปุ่น จากการตอบรับของผู้บริโภค

นอกจากนี้ จุดเปลี่ยนสำคัญของ Cup Noodles ก็มาถึงอย่างไม่คาดคิดในเหตุการณ์ Asama-Sanso เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ปี 1972 ซึ่งถูกถ่ายทอดสดไปทั่วญี่ปุ่น ภาพเจ้าหน้าที่ปราบจลาจลกำลังกิน Cup Noodles ท่ามกลางอากาศหนาวและบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความตึงเครียด ถูกฉายซ้ำผ่านหน้าจอโทรทัศน์จนผู้ชมทั่วประเทศจดจำได้
ซึ่งนิสชินระบุว่า เหตุการณ์นี้กลายเป็น Publicity ครั้งใหญ่โดยไม่ตั้งใจ และมีส่วนสำคัญที่ทำให้ Cup Noodles เป็นที่รู้จักในวงกว้าง ก่อนจะเร่งให้ความต้องการของผู้บริโภคพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

และต่อมาในปี 1973 Cup Noodle ได้เข้าสู่ตลาดสหรัฐอเมริกา ภายใต้ชื่อ Cup O’Noodles ก่อนที่จะขยายฐานธุรกิจไปยังบราซิล สิงคโปร์ ฮ่องกง อินเดีย เนเธอร์แลนด์ เยอรมนี ไทย และอีกหลายประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยการส่งออก Cup Noodles ไปยังประเทศต่าง ๆ ได้เลือกรสชาติ พัฒนาซุป เครื่องปรุง และอื่น ๆ ให้สอดคล้องกับความชอบของผู้บริโภคในแต่ละประเทศและแต่ละภูมิภาค ผลลัพธ์คือ Cup Noodles ได้กลายเป็นอาหารที่เข้าถึงคนทั่วโลกได้เป็นอย่างดี
ถ้ามองในมุมการตลาด เรื่องของนิสชินเป็นหนึ่งในกรณีศึกษาในเรื่องของ Fail Good ไม่ได้แปลว่าต้องล้มเหลวแบบเสียหายก่อนเสมอไป แต่คือการยอมรับว่า “สินค้าที่เคยดี” ยังไม่ดีพอสำหรับตลาดใหม่ และการกล้าพัฒนาสินค้าให้สอดรับกับวัฒนธรรมการกินของชนชาติต่าง ๆ จนกลายเป็น Cup Noodles ที่ได้รับความนิยมทั่วโลกในเวลานี้
เพราะ Ando เคยพูดไว้ว่า “Tenacity is the breeding ground for inspiration.” หรือ ความมุ่งมั่นไม่ยอมแพ้ คือแหล่งกำเนิดของแรงบันดาลใจ และ Cup Noodles ได้สะท้อนให้เห็นถึงไอเดียที่มาจากการแพ้ต่อปัญหาเล็ก ๆ ของบะหมี่แบบซอง ที่กลายเป็นนวัตกรรมบะหมี่ถ้วยในที่สุด
อ้างอิง
https://www.nissin.com/en_jp/about/founder/
https://www.cupnoodles-museum.jp/en/
https://thierrymaout.substack.com/p/who-invented-the-cup-noodles-jack
https://benkageyama.medium.com/the-inspirational-origins-of-instant-ramen-bfec66449ce3
https://www.britannica.com/topic/ramen
https://en.wikipedia.org/wiki/Cup_noodle