น้อน

เมื่อก่อนคำว่า “ตลาดสัตว์เลี้ยง” อาจจะแค่นึกถึงแค่อาหาร ขนม เสื้อผ้า หรือโรงพยาบาลสัตว์ แต่วันนี้ภาพนั้นได้เปลี่ยนไป เพราะเมื่อหมาและแมวขยับจากการเป็น “สัตว์เลี้ยง” มาเป็น “สมาชิกในครอบครัว” และคนไทยมีน้อนเข้ามาเป็นสมาชิกในบ้านมากขึ้น เห็นได้จากผลสำรวจของ VetSynova พบว่ามีมากถึง 81% ของคนไทยที่มีสัตว์เลี้ยง 1 ตัว

 

นอกจากนี้ ผู้เลี้ยงสัตว์มากถึง 26.26% ใช้ชีวิตอยู่กับน้อนตลอดทั้งวัน 70% อยู่กับน้อนมากกว่า 4 ชั่วโมง

 

เมื่อน้อนเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตคนไทยมากขึ้น จึงทำให้แบรนด์ต่างๆ ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับธุรกิจสัตว์เลี้ยง เริ่มพัฒนาสินค้าต่างๆ เพื่อตอบโจทย์ Pain Point ของผู้เลี้ยงด้วยเช่นกัน

 

ซึ่งการแตกไลน์สินค้าไปยังกลุ่มผู้เลี้ยงสัตว์ถือเป็นหนึ่งในกลยุทธ์การตลาดในการสร้างความแตกต่างจากคู่แข่ง เพื่อเจาะเข้าถึงกลุ่ม Niche Market ในแบบฉบับของตัวเอง

อย่างเช่น

ผลิตภัณฑ์ดูแลผ้า Fineline Premium Care Series ได้พัฒนานวัตกรรมซักผ้า ปรับผ้านุ่ม และสเปรย์รีดผ้าที่มีคุณสมบัติช่วยลดการเกาะติดของขนสัตว์บนเนื้อผ้า และลดกลิ่นบนผ้า ทำให้สามารถช่วยลดปริมาณการใช้ลูกกลิ้งกาวได้

 

ชุดยูนิฟอร์มนวัตกรรมผ้า LzyTex ของ Uniform Studio ที่ใช้จุดขายผ้าไม่ติดขนสัตว์ ปัดออกง่ายเข้ามาสร้างความแตกต่าง

 

SB Design Square เปิดตัวโซฟา Pet Friendly ที่ผ้าทนทานต่อสัตว์เลี้ยง ลดการเกาะติดของขน ทำความสะอาดง่าย

 

เครื่องฟอกอากาศ LG ที่มาพร้อมกับฟิลเตอร์ที่ช่วยกรองขนสัตว์และกลิ่นไม่พึงประสงค์

 

Dyson ที่มีหัวดูดสำหรับแปรงขนสัตว์เลี้ยงที่มีขนยาวปานกลางถึงมาก เพื่อการจัดเก็บขนสัตว์ระหว่างแปรงขน

 

จากสิ่งต่างๆ เหล่านี้ หากมองให้ลึกลงไป สินค้าต่างๆ ไม่ใช่แค่การเพิ่มฟีเจอร์ Pet Friendly ลงไป แต่เป็นการตอบโจทย์ “วิถีชีวิตใหม่” ของผู้บริโภคกลุ่มหนึ่งที่เติบโตขึ้นชัดเจน

 

ถ้ามองในเชิงกลยุทธ์ การเปลี่ยนแปลงนี้กำลังบอกแบรนด์อย่างน้อย 3 เรื่อง

1.ตลาดสัตว์เลี้ยงไม่ได้จบที่สินค้าเพื่อน้อง แต่ลามไปสู่ทุก Touchpoint ของเจ้าของ

เมื่อสัตว์เลี้ยงอยู่ในบ้านจริง ใช้ชีวิตร่วมกับเจ้าของจริง ปัญหาที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่แค่ว่าสัตว์จะกินอะไร แต่เป็นขนติดเสื้อ กลิ่นในบ้าน โซฟาเป็นรอย อากาศไม่สดชื่น หรือการทำความสะอาดที่ยุ่งยาก

แบรนด์ที่มองเห็นตรงนี้ก่อน จะไม่ได้มองตัวเองว่าอยู่นอกตลาดสัตว์เลี้ยง แต่จะมองว่าตัวเองอยู่ในตลาด “การใช้ชีวิตร่วมกับสัตว์เลี้ยง” ซึ่งใหญ่กว่าและมีโอกาสมากกว่า

 

2.Pain Point เล็กๆ ในชีวิตประจำวัน สามารถกลายเป็นโอกาสสร้าง Niche Market ได้

สิ่งที่น่าสนใจคือแบรนด์เหล่านี้ไม่ได้แก้ปัญหาใหญ่ระดับชีวิตเปลี่ยน แต่แก้ปัญหาเล็กๆ ที่เกิดซ้ำทุกวัน เช่น ขนติดผ้า กลิ่นติดบ้าน ทำความสะอาดยาก หรือเฟอร์นิเจอร์เป็นรอยง่าย

ในมุมการตลาด Pain Point แบบนี้ทรงพลังมาก เพราะเป็นปัญหาที่ผู้บริโภครู้สึกจริง ใช้ชีวิตกับมันทุกวัน และพร้อมจ่ายเพื่อให้ชีวิตง่ายขึ้น

นี่คือเหตุผลที่การแตกไลน์ไปหากลุ่มคนเลี้ยงสัตว์เป็นกลยุทธ์แบบ Niche Market ที่ดี เพราะไม่ต้องชนกันด้วยราคาเพียงอย่างเดียว แต่สร้างความต่างผ่าน “การเข้าใจโจทย์เฉพาะ” ของลูกค้า

ยิ่งแบรนด์เข้าใจปัญหาได้ลึกเท่าไร ก็ยิ่งมีโอกาสเปลี่ยนสินค้าธรรมดาให้กลายเป็นสินค้าที่ “เหมาะกับชีวิตฉันมากกว่าแบรนด์อื่น”

 

3.Pet Friendly ไม่ใช่แค่ฟีเจอร์ แต่คือ Positioning ใหม่ของแบรนด์

หลายแบรนด์อาจมองว่าการทำสินค้าเพื่อคนเลี้ยงสัตว์เป็นเพียงการเพิ่มคุณสมบัติเล็กๆ เข้าไป แต่ในความเป็นจริง มันสามารถเป็นการวางตำแหน่งแบรนด์ใหม่ได้เลย

เมื่อแบรนด์สื่อสารว่าตัวเองเข้าใจชีวิตของคนเลี้ยงสัตว์ เท่ากับแบรนด์กำลังบอกผู้บริโภคว่า “เราเข้าใจบ้านแบบที่คุณอยู่จริง” เพราะยุคนี้ผู้บริโภคไม่ได้เลือกจากประโยชน์ใช้สอยอย่างเดียว แต่เลือกจากความรู้สึกว่าแบรนด์เข้าใจชีวิตเขาหรือไม่

 

และคำว่า Pet Friendly จึงไม่ใช่แค่คำอธิบายสินค้า แต่เป็นภาษาทางอารมณ์ที่ช่วยให้แบรนด์ดูใกล้ชิดและร่วมสมัยมากขึ้น

About The Author

Leave a Reply

Discover more from Talk About Market

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading